จากกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าสาเหตุที่ค่าไฟแพงขึ้นในปัจจุบันเป็นผลมาจากความล่าช้าในการเข้าพื้นที่ เพื่อเตรียมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ เนื่องจากกรมตั้งเงื่อนไขในการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียม โดยเชื่อมโยงกับกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในการประกอบกิจการปิโตรเลียมนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่กำกับ ดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศ ขอชี้แจงว่าทั้ง 2 กรณีดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่ใช่ต้นเหตุหลักของค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ทำหน้าที่แสวงหาแหล่งพลังงานเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศมาอย่างต่อเนื่อง เป็นหน่วยงานภาครัฐระดับกรมที่สร้างรายได้เป็นลำดับที่ 4 ของประเทศ ปีละกว่า 100,000 ล้านบาท และได้ตระหนักถึงความต่อเนื่องในการผลิตปิโตรเลียมเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ จึงเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ (G1/61) และบงกช (G2/61) ภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต ในปี 2561 เป็นการล่วงหน้าก่อนที่จะสิ้นอายุสัมปทาน เพื่อให้การบริหารพลังงานของประเทศไม่สะดุดและไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยผลการประมูลปรากฏว่าบริษัทของไทย คือ บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (ปตท.สผ.อีดี) เป็นผู้ชนะการประมูลมาอย่างโปร่งใส และยิ่งไปกว่านั้นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการประมูลดังกล่าวในภาพรวม มีมูลค่าถึงกว่า 6.5 แสนล้านบาท จากการที่ผู้ชนะประมูลเสนอส่วนลดราคาก๊าซธรรมชาติลงมาจากข้อเสนอค่าคงที่ราคาก๊าซธรรมชาติที่ 116 บาทต่อล้านบีทียู
เมื่อมีการเปลี่ยนผู้ดำเนินงานในแปลง G1/61 จากผู้รับสัมปทานรายเดิม (บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด) เป็นบริษัท ปตท.สผ.อีดี จึงจำเป็นต้องมีการเจรจาระหว่าง 2 บริษัท เกี่ยวกับการเข้าพื้นที่แหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักในการให้สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้การเจรจาดังกล่าวไม่ราบรื่นอย่างที่ควร แต่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ และเร่งประสานทั้ง 2 บริษัทมาโดยตลอดภายใต้กรอบของกฎหมายและอำนาจหน้าที่ที่สามารถกระทำได้ จนกระทั่งในเดือนธันวาคม 2564 ผู้รับสัมปทานและผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตได้ลงนามข้อตกลงต่างๆ เป็นผลสำเร็จ ทำให้ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตสามารถเข้าไปดำเนินการต่างๆ ได้
สำหรับกรณีข้อพิพาทการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียมของแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณระหว่างรัฐบาลไทยและผู้รับสัมปทานรายเดิมของแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการระงับข้อพิพาทโดยกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เกิดจากความเห็นที่แตกต่างกันในการตีความข้อกฎหมายเกี่ยวกับประเด็นภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้รับสัมปทานในการรื้อถอน จึงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการเข้าพื้นที่ล่าช้าแต่อย่างใด เพราะการเข้าพื้นที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างผู้รับสัมปทานรายเดิมและผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต เพื่อให้สามารถดำเนินการในแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ ทั้งนี้ ปัจจุบันรัฐได้ดำเนินการทุกอย่างเกี่ยวกับกรณีพิพาทดังกล่าวภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะการดูแลสิ่งแวดล้อมในการประกอบกิจการปิโตรเลียมที่ผู้รับสัมปทานต้องทำพื้นดินและพื้นน้ำให้กลับสู่สภาพเดิมภายหลังจากสิ้นสุดกิจกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแล้ว ซึ่งรวมถึงการปิดและสละหลุมแบบถาวร โดยที่ผ่านมามีผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียมหลายบริษัทได้ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนอย่างถูกต้อง ตามหลักการของผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียมที่ดี อาทิ 1.ซิโน-ยู.เอส. ปิโตรเลียม อิงค์ 2.เอ็กซอน โมบิล เอ็กซ์โพลเรชั่น แอนด์ โพรดักชั่น โคราช อิงค์ 3.เมดโค เอนเนอร์จี ไทยแลนด์ (บัวหลวง) ลิมิเต็ด 4.บริษัท บุษราคัม มโนรา จำกัด 5.บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นต้น
นายสราวุธกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่ยังไม่สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณ (แปลง G1/61) ได้อย่างเต็มกำลัง กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติก็ได้มีการเร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติเข้าระบบเพิ่มเติม ประกอบด้วยการเร่งรัดการลงทุนของผู้รับสัญญาในแปลง G1/61 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้เป็นไปตามเป้าโดยเร็ว การประสานผู้รับสัมปทานและผู้รับสัญญาในแหล่งอื่นๆ ให้ผลิตอย่างเต็มความสามารถของแหล่ง การจัดทำสัญญาซื้อขายก๊าซเพิ่มเติมในแหล่งที่มีศักยภาพ ได้แก่ แหล่งอาทิตย์ แปลง B8/32 และในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (แปลง B-17&C-19 เเละแปลง B-17-01) ตลอดจนส่งเสริมการสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียมในประเทศเพิ่มเติมเพื่อลดการนำเข้าพลังงานในอนาคต

