หน้าแรก เศรษฐกิจ ประธานกขค. แน...

ประธานกขค. แนะ กสทช. ตั้งเงื่อนไขเข้มข้น ดีล “ทรู-ดีแทค” ป้องอำนาจเหนือตลาด

25.10.22 | 14:18 น.

ประธานกขค. แนะ กสทช. ต้องตั้งเงื่อนไขเข้มข้น ดีล “ทรู-ดีแทค” ป้องอำนาจเหนือตลาด ชี้ กก.แข่งขันไม่มีอำนาจก้าวล่วง

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กล่าวภายหลังเปิดพิธีการในงานประชุมระหว่างประเทศ เรื่อง ยุทธศาสตร์การส่งเสริมสภาพแวดล้อมการแข่งขันทางการค้าสำหรับหน่วยงานกำกับการแข่งขันในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ว่า จากกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หนือ กสทช. มีมติรับทราบรายงานการควบรวมธุรกิจระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค นั้น ทำให้หลายฝ่ายมีข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอาจจะมีการผูกขาดตลาดและอาจทำให้บริษัทรายใหญ่มีอำนาจเหนือตลาดเพราะจะเหลือผู้เล่นในตลาดเพียง 2 ราย นั้น มองว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  และเป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับการแข่งขันทางการค้า เนื่องจากการดูเรื่องผลกระทบจากการรวมธุรกิจ จะต้องดูข้อมูลของผู้ขอควบรวมธุรกิจในปัจจุบัน ดูวิธีการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน และไปคาดการณ์อนาคตว่าจะเกิดอย่างไรขึ้นต่อไป ซึ่งกรณีนี้การศึกษาข้อมูลทางวิชาการเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำนาย หรือพยายามวิเคราะห์ข้อมูลให้ได้ว่าการรวมธุรกิจมีผลกระทบในด้านใด หรืออย่างไร โดยผลกระทบเป็นสิ่งที่ข้อมูลทางวิชาการได้วางแนวให้เห็น หรือคาดการณ์ว่าจะเป็นเช่นนั้น ตามการศึกษา แต่สำหรับผลที่จะเกิดขึ้นจะเป็นไปตามที่ได้ศึกษาหรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้

นายสกนธ์กล่าวว่า ประเด็นสำคัญก็คือประสบการณ์ต่างๆ จากทั่วโลก หรือหลายๆ ประเทศชี้ให้เห็นว่าแง่ดีที่เกิดขึ้นคือประสิทธิภาพที่ดีขึ้น แต่ยังไม่มีข้อมูลใดมาการันตีได้ว่าเมื่อรวมธุรกิจแล้วจะทำให้ลดต้นทุนด้านบริการ หรือรวมแล้วจะเพิ่มคุณภาพให้กับผู้บริโภคอย่างไร ซึ่งข้อมูลตรงนี้ยังไม่มีอะไรการันตีได้ ซึ่งประสบการณ์ของต่างประเทศได้กำหนดชัดเจนว่าการกำหนดเงื่อนไขการควบรวมธุรกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

“ต้องดูว่า กสทช. ได้วางแนวทางปฏิบัติในการกำกับดูแลในเรื่องการควบรวมธุรกิจมีความเข้มข้นมากน้อยอย่างไร บทลงโทษ บทกำกับ ในการดูแลเรื่องเหล่านี้ จะทำได้เข้มแข็งแค่ไหน”

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากในอนาคตพบว่า มาตรการและเงื่อนไขต่างๆ ไม่มีความมากพอ ทาง กขค.จะเข้าไปดูแลด้วยหรือ ไม่ นายสกนธ์กล่าวว่า ในตอนนี้ไม่สามารถบอกได้ และไม่สามารถก้าวล่วงอำนาจได้ แต่การรวมธุรกิจเป็นเพียงหนึ่งเรื่องในการแข่งขัน เรื่องที่การใช้อำนาจทางตลาด การฮั้วกัน การใช้อำนาจร่วมกัน เรื่องพฤติกรรมเหล่านี้จะยังต้องติดตามโครงสร้างธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งวันนี้เท่าที่ฟังการที่ กสทช.ตัดสินใจแบบนี้ คงได้มองเพียงเรื่องได้รับสัมปทานแต่ไส้ในนั้นยังมีหน้าที่อื่นที่ต้องทำต่อไป

นายสกนธ์กล่าวว่า  ส่วนการประชุมในวันนี้ เป็นการร่วมมือของสำนักงาน กขค. ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)  และ ศูนย์นโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งประเทศเกาหลี (OECD/Korea Policy Center: KPC) มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการส่งเสริมและสนับสนุนการแข่งขันทางการค้าระหว่างหน่วยงานกำกับการแข่งขันในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมทั้งการปรับยุทธศาสตร์การบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันอันทำให้เกิดการแข่งขันที่เสรีเป็นธรรมให้เหมาะสมกับการฟื้นตัวหลังการแพร่ระบาดโควิด ซึ่งการแข่งขันต้องเดินหน้าเศรษฐกิจให้เกิดการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์โควิดคลี่คลาย อาจพบปัญหา 3 เรื่อง คือ 1.ต้องยืนยันว่าสถานการณ์ปัญหาเรื่องสินค้าต่างๆ ที่ขาดหายไปช่วงโควิดระบาดให้กลับมาและเกิดการแข่งขันภายใต้ความเป็นธรรม และความเท่าเทียมกันของผู้ประกอบการ 2.ถือโอกาสสร้างจุดแข็งจากการเห็นจัดอ่อนจากกระบวนการของระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นช่วงโควิด โดยนำมาปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น มั่นคง และเป็นธรรม ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤตใหม่จึ้นมาการดำเนินการค้า หรือการแข่งขันควรมีกฎและกติกาเข้ามากำหนดให้มากขึ้นเพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันให้มากที่สุด และ 3.การฟื้นตัวระบบเศรษฐกิจผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่จะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะเป็นกลุ่มที่มีทุนสูง ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กล้มหายไปมาก จึงเรื่องความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้น

ดังนั้น จึงอยากให้ความสำคัญกับผู้ประกอบธุรกิจรายเล็ก โดยคณะกรรมการ กขค. ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือ ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจและต้องไม่สร้างความได้เปรียบเสียเหรียญสำหรับผู้ประกอบธุรกิจทุกราย รวมถึงมิติมุมมองเศรษฐกิจใหม่มากขึ้นในเรื่องความเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ ความยั่งยืน รวมถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่หลายประเทศให้ความสนใจและมีกฎหมายออกมาเพื่อเป็นข้อกำหนดทางการค้ามากขึ้น ดังนั้น คณะกรรมการ กขค.ต้องเข้ามามีบทบาทเพื่อไม่ทำให้ความได้เปรียบเรื่องเทคโนโลยีส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว รวมถึงลดปัญหาการที่บริษัทรายใหญ่มีอำนาจอยู่เหนือตลาดด้วย