เชื่อมั่นเอสเอ็มอีพุ่งติดเดือนที่ 2 สสว.ชี้ผลสำรวจเป็นหนี้ 48% ส่วนใหญ่ผ่อนไหวอีกแค่ 6 เดือน

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME Sentiment Index: SMESI) ประจำเดือนกันยายน 2565 เปรียบเทียบกับเดือนสิงหาคม ว่า ค่าดัชนี SMESI อยู่ที่ระดับ 52.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม ซึ่งอยู่ระดับ 51.2 และเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเดือนที่ 2 มีปัจจัยบวกมาจากกำลังซื้อในภาคการค้าและภาคการบริการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างประเทศเพิ่มขึ้น การจัดงานอีเว้นท์และงานประเพณีแต่ละพื้นที่ การก่อสร้างขยายตัวต่อเนื่องจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ความต้องการผลผลิตทางการเกษตรสูงจากเทศกาลกินเจ
ประกอบกับผลผลิตไม่เพียงพอในตลาดทำให้ขายได้ราคาสูงโดยเฉพาะผักกาด ผักชี หอมแดง หอมแขก ประกอบกับโครงการคนละครึ่งเฟส 5 โครงการเราเที่ยวด้วยกัน และโครงการเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนและเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะกิจการรายย่อย
“ส่วนภาคการผลิตชะลอตัวเหลือระดับ 49.3 จากระดับ 50.6 โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจผลิตยารักษาโรค และการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับ เนื่องจากผู้บริโภคลดการกักตุนยาและชะลอการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย”นายวีระพงศ์กล่าว
สำหรับสถานการณ์และความต้องการช่วยเหลือด้านหนี้สินของธุรกิจ พบว่า เอสเอ็มอี 50% ไม่มีภาระหนี้สิน ส่วน 48.2% มีภาระหนี้ แหล่งเงินกู้ 75.5% มาจากสถานบันการเงินกลุ่มธนาคารพาณิชย์มากที่สุด ส่วนใหญ่กู้ยืมเพื่อลงทุนในกิจการ ขณะที่การกู้ยืมนอกระบบส่วนใหญ่กู้ยืมจากเพื่อน ญาติพี่น้องและนายทุนเงินกู้ เพื่อเป็นเงินหมุนเวียน ซ่อมแซม ใช้เงินไม่มาก นอกจากนี้เอสเอ็มอี 70% ยังสามารถชำระหนี้จนครบสัญญา แต่ 30% ไม่สามารถชำระหนี้ได้ อยู่ในธุรกิจภาคการเกษตรและภาคการค้ามากที่สุด และพบว่าหากเศรษฐกิจแย่ลงส่วนใหญ่จะชำระหนี้ได้ไม่เกิน 6 เดือน สำหรับการประกาศเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร เอสเอ็มอีประเมินภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 1-20% โดยกว่า 80% ของเอสเอ็มอีมีแผนรับมือต่อหนี้สินที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม 50% ใช้วิธีการลดการลงทุนและค่าใช้จ่ายเป็นหลักแต่ไม่เพียงพอต่อภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น
สิ่งที่เอสเอ็มอีต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือมากที่สุด คือ การพักชำระหนี้ (ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) 33.1% รองลงมาคือ ลดอัตราดอกเบี้ย 20.5% และขยายระยะเวลาชำระหนี้ 17.1% ตามลำดับ ส่วนเอสเอ็มอีที่ไม่มีภาระหนี้สิน 24.4% มีแผนกู้ยืมเงินสถาบันการเงินเพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนในกิจการ ดังนั้นจึงต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือการจัดหาแหล่งเงินทุน จัดรูปแบบสินเชื่อที่ตรงตามลักษณะธุรกิจ มากที่สุด รองลงมา คือ การงด หรือ ลดค่าธรรมเนียมในการยื่นขอสินเชื่อ และสุดท้ายผลสำรวจยังพบว่าเอสเอ็มอีกังวลต้นทุนการผลิต เนื่องจากราคาสินค้าบางรายการยังคงอยู่ในระดับสูง แต่ความต้องการของผู้บริโภคชะลอตัวลง การแข่งขันทางธุรกิจที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อรายได้ของธุรกิจ

