GC ปรับพอร์ตลงทุนใช้เทคโนโลยีดัน ‘Net Zero’ คาดโตเพิ่ม 4% ต่อปีต่อเนื่อง 10 ปี
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม เวลา 14.35 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ หนังสือพิมพ์มติชน จัดเสวนา หัวข้อ “Energy for Tomorrow วาระโลก-วาระประเทศไทย 2023” โดย ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC บรรยายพิเศษ หัวข้อ “ธุรกิจยั่งยืน ปรับตัวมุ่งสู่ Net Zero” ว่าการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในภาคธุรกิจ จากการสำรวจพบว่าสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งคิดเป็น 16% ภาคการใช้ที่ดิน 6% และภาคอุตสาหกรรมคิดเป็น 80% โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดจากการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ การขับเคลื่อนลดก๊าซเรือนกระจกคือการปรับปรุงประสิทธิภาพและใช้พลังงานที่สะอาดมากขึ้น

โดย GC มุ่งเรื่องการปรับตัวสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ เนื่องจาก GC เป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในเซาท์อีสต์เอเชียและเป็นบริษัทของคนไทย โดยมี 40 ฐานการผลิตในประเทศ และมีเซ็นเตอร์ทั่วโลกประมาณ 30 แห่ง ซึ่งเคมีภัณฑ์ พลาสติกต่างๆ จะวนเวียนอยู่ในชีวิตทั้งสิ้น เพื่อสร้างความสะดวกสบายและส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีขึ้น โดย GC มีวิธีผลิตผลิตภัณฑ์ที่ดีจากกระบวนการผลิตที่ดี ทั้งในแง่การลดใช้พลังงาน และไม่ก่อให้เกิดมลพิษและลดคาร์บอนไดออกไซด์ สะท้อนจาก GC ได้รางวัลเรื่องความยั่งยืนเป็นอันดับ 1 ของโลก เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน
“สิ่งที่ GC ทำนั้น เป็นความท้าทายองค์กร บริษัทต้องมีการตั้งต้นที่ดีและต้องเจริญเติบโต โดยจากกราฟของบริษัทจะเติบโตประมาณ 4% ต่อปีในอีก 10 ปีข้างหน้าติดต่อกัน ขณะเดียวกันตั้งเป้าการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ในปี 2050 โดยบริษัทต้องลงทุนเพิ่มเพื่อขยายธุรกิจภายใต้การปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ แม้จะเป็นความท้าทายแต่ตอนนี้มีความมั่นใจแล้วว่าบริษัทสามารถทำได้จากแผนนโยบายที่ชัดเจน” ดร.คงกระพันกล่าว

ดร.คงกระพันกล่าวว่า จากนโยบายที่ชัดเจน GC จะดำเนินแผนปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ โดยสมมุติกระบวนการปล่อยก๊าซในบริษัทปริมาณ 100% ซึ่งแนวทางการลดสามารถทำได้ 3 เรื่อง คือ 1.การปรับพอร์ตโฟลิโอด้านการลงทุนให้ลดธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนเยอะและจะเพิ่มธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนน้อย เนื่องจากธุรกิจประเภทนี้มีมูลค่ามากขึ้น ได้ลูกค้ามากขึ้น และผลกำไรมั่นคงมากขึ้น หากปรับส่วนนี้สามารถลดการปล่อยก๊าซได้ 25% 2.การปรับปรุงประสิทธิภาพ เนื่องจากบริษัทมีโอเปอเรเตอร์จำนวน 40 แห่ง ในโลก 30 แห่ง จึงต้องนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ นำพลังงานสะอาดมาใช้ต่างประเทศมีการปรับบ้างแล้ว แต่ประเทศไทยกำลังทยอยปรับ ซึ่งจะลดก๊าซได้ 20%
และ 3.เรื่อง Compensation-driven คือการดึงเอาก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลงมากักเก็บไว้ โดยวิธีธรรมชาติคือการปลูกป่า หรือวิธีการเลียนแบบธรรมชาติ (carbon capture) คือกระบวนการในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดในภาคอุตสาหกรรม และนำมากักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินอย่างถาวร เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ และสามารถลดก๊าซได้อีก 55%

นายคงกระพันกล่าวว่า องค์กรจะสามารถทำได้โดยมีแผนการลงทุนจากการเตรียมเงินลงทุน 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในอีก 30 ปีข้างหน้า ที่จะเริ่มต้นการปรับแผนจากวิธีการ Efficiency-driven การเพิ่มประสิทธิภาพในทุกกระบวนการของธุรกิจ หากมองที่ 10 ปีนี้ จะนำเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานให้เกิดความสมดุล และเน้นเรื่องการนำวิวัฒนาการเรื่อง Portfolio-driven โดยการบริหารพอร์ตโฟลิโอธุรกิจที่ปรับเรื่องการผลิตภัณฑ์ของ GC ที่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าใช้วัสดุใดในการผลิต โดยจะหาวัสดุที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์ หรือวิธีการนำสินค้ามารีไซเคิลจากคอนเซ็ปต์เศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงอาจไม่ต้องทำของที่ยั่งยืนแต่ควรจะใช้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ดีและใช้ได้ยั่งยืนจากคุณภาพสินค้าที่ดี จึงมีความทนทานและใช้ได้นาน
ทั้งนี้ ประโยชน์จากการดำเนินงานผ่านนโยบายปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ สำหรับองค์กรเป็นการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน รวมถึงการสร้างธุรกิจใหม่ๆ และสร้างมูลค่าที่ตรงกับเทรนด์ของโลก ด้านห่วงโซอุปทาน นอกจากบริษัทจะเข้าร่วมแล้ว ต้องส่งเสริมให้คู่ค้าช่วยลดการปล่อยก๊าซร่วมกัน ซึ่งเป็นความท้าทาย และสำหรับลูกค้าเป็นกลุ่มที่มีความตระหนักเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสของธุรกิจด้วย

