‘ดร.คงกระพัน’ ห่วงไทยติดท็อป 10 เสี่ยงรับผลกระทบโลกร้อน ชวนคนไทยร่วมมือมุ่ง Net Zero
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม เวลา 14.35 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ หนังสือพิมพ์มติชน จัดเสวนา หัวข้อ “Energy for Tomorrow วาระโลก-วาระประเทศไทย 2023” โดย ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC บรรยายพิเศษ หัวข้อ “ธุรกิจยั่งยืน ปรับตัวมุ่งสู่ Net Zero” เรื่อง Climate change หรือสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หากยังไม่มีการปรับเปลี่ยน โดยเริ่มจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ผลกระทบที่ตามมาคือภาวะโลกร้อน ที่ส่งผลเสียด้านเศรษฐกิจ เช่น ปัญหาจากน้ำท่วมส่งผลให้ภาคเกษตรไม่มีผลผลิต พื้นที่ที่อยู่อาศัยเสียหาย เป็นต้น จึงมีการลงพันธสัญญาในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก หลังจากที่มีการลงพันธสัญญาในการประชุม COP26 และถัดไปในการประชุม COP27 ที่จะจัดขึ้นในประเทศอียิปต์ สะท้อนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดถึงมานาน และตระหนักมากขึ้น เพราะเรื่องโลกร้อนไม่เพียงเป็นเรื่องของทฤษฎีแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง

โดยเรื่องใกล้ตัวประเทศไทยนั้น ข่าวร้ายคือไทยติดอันดับท็อป 10 ที่จะได้รับผลกระทบเรื่องโลกร้อนมากที่สุดในโลก เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตร คาดว่าผลผลิตทางการเกษตรจะลดลงในอีก 70-80 ปี หากเกิดปัญหาจะส่งผลให้ผลผลิตลดลงกว่า 50% ของผลผลิตข้าวในปี 2100 และผลกระทบด้านความหนาแน่นของประชากรและพื้นที่เศรษฐกิจอยู่ในเขตพื้นที่ทะเลและชายฝั่ง ได้รับผลกระทบ ด้านระดับน้ำทะเลสูงขึ้นกว่า 70 ซม. และการอพยพย้ายถิ่นฐาน จากผลกระทบด้านน้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจของประเทศ 6.7% ต่อจีดีพี ภายในปี 2100
ดังนั้น จากปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นเรื่องของความยั่งยืนที่เรียกว่า ESG เป็นเรื่องที่ทุกธุรกิจหรือองค์กรต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้และควรให้ความสำคัญ แต่สิ่งที่จะทำให้ยั่งยืนนั้น เป็นเรื่องที่ต้องการสร้างความสมดุล โดยต้องบาลานซ์ระหว่างเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกัน ภายใต้การดำเนินการตามนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ เพื่อทยอยลดการปล่อยก๊าซให้น้อยลง
ดร.คงกระพัน กล่าวว่า เนื่องจากเรื่องนี้ได้เกิดการริเริ่มจากภาครัฐ และเอกชนแล้ว สำหรับภาคเอกชนก็ต้องมีส่วนร่วมและเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุด เพราะหากไม่ทำเป้าหมายที่ตั้งไว้จะเกิดขึ้นได้ยาก หลังจากต่างประเทศทั่วโลกมีนโยบายและกฎหมายมากขึ้น โดยยุโรปจะเน้นกฎหมายให้มีการปล่อยก๊าซน้อยลงและมีการเก็บภาษีมากขึ้น ส่วนสหรัฐเป็นการส่งเสริมให้เกิดแรงจูงใจช่วยส่งเสริมให้ประชาชนใช้พลังงานสะอาด รวมถึงด้านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น ดังนั้น ทุกประเทศทั่วโลกเริ่มต้นทำหมด จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับนโยบายและความรุนแรงที่ตระหนักรู้ได้ในเรื่องนี้
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีนโยบาย Carbon neutrality หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน คือ การที่ปริมาณการปล่อยคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับกลับคืนมาผ่านป่าหรือวิธีการอื่น 2050 และการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2065 (Net Zero) สำหรับภาคเอกชนในบริษัทใหญ่ๆ ประกาศแผนชัดเจนสำหรับการดำเนินการนโยบายดังกล่าว ซึ่งแตกต่างกัน อาทิ บริษัทที่ทำด้านการผลิตจะเน้นเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งการเริ่มทำก่อนจะช่วยดึงค่าเฉลี่ยการปล่อยก๊าซลงมาได้มากขึ้น รวมถึงภาคธนาคาร ภาคการสื่อสาร หลายๆ หน่วยงานได้เริ่มทำบ้างแล้ว
“การปรับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงจะสามารถดำเนินการได้ แต่จะบรรลุเป้าหมายได้ตามที่ตั้งใจจะต้องอาศัยคนจำนวนมากร่วมมือกัน จะเป็นเรื่องที่ภาคส่วนใด ภาคส่วนหนึ่งทำคนเดียวไม่ได้”ดร.คงกระพันกล่าว

