‘ดร.เกษรา’ บิ๊กเสนา ฟันธงโซลาร์รูฟฮิตติดลมบน ลุยบ้าน-คอนโดพลังงานศูนย์ วอนรัฐหนุนเต็มสูบ

26.10.22 | 20:19 น.

‘ดร.เกษรา’ บิ๊กเสนา ฟันธงโซลาร์รูฟฮิตติดลมบน ลุยบ้าน-คอนโดพลังงานศูนย์ วอนรัฐหนุนเต็มสูบ

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม เวลา 15.15 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ หนังสือพิมพ์มติชน จัดเสวนา หัวข้อ “Energy for Tomorrow วาระโลก-วาระประเทศไทย 2023” โดย ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสวนา ในหัวข้อ “มุมมองธุรกิจ ทิศทางพลังงานไทย 2023” ว่า จากภาวะโลกร้อนทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ทำให้เสนาเริ่มทำธุรกิจโซลาร์บ้านทุกหลังให้กับลูกค้าโครงการโดยเริ่มดำเนินการ 7-8 ปีแล้ว เพื่อเป็นส่วนหนึ่งช่วยโลก ซึ่งบ้านคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่างเพราะไม่มีกฎเกณฑ์ทางธุรกิจ ทั้งนี้การที่ผู้บริโภคเปลี่ยนความคิดและให้ความสำคัญกับการรักษ์โลก กลไกทางธุรกิจจะบังคับเอง ว่าทุกคนต้องทำธุรกิจรักษ์โลกขึ้นมาเพราะผู้บริโภคต้องการ

๐เจ้าแรกจุดพลุโซลาร์ในบ้าน

“เราไปศึกษาและดูงานหลายที่ไปที่ญี่ปุ่น ดูสมาร์ทซิตี้เริ่มเห็นมีคนติดโซลาร์ทั้งหมู่บ้าน เลยทำบ้าง ตอนแรกที่ทำเริ่มจากหมู่บ้านเรา แรกๆทำยากมากเพราะผู้บริโภคยังไม่ได้อินมาก และเมืองไทยเป็นเมืองไฟฟ้ายังไม่ขาดแคลน ค่าไฟก็ไม่ขึ้นกระชากมาก แรกๆเราให้เป็นทางเลือกเพราะยังไม่เกล้า ช่วงแรกขายไม่ได้เลย เซลล์ไม่อยากอธิบาย มันยาก เวลาคนซื้อบ้านจะต้องถามมากอยู่แล้ว เพราะเซลล์ถูกเทรนด์มาเพื่อขายบ้าน ไม่ใช่ขายโซลาร์ เลยเปลี่ยนใหม่ติดไปกับหลังคาบ้านด้วย ถ้าไม่เอาโซลาร์ไม่ขายบ้านและราคาบ้านไม่ได้เปลี่ยน ผู้บริโภคมีหลากหลายและแตกต่างกัน อาจจะเข้าใจเรื่องโซลาร์คนละทิศละทาง ต้องทำให้รู้สึกประโยชน์ของมัน เมื่อผ่านการกล้าๆกลัวๆไป ได้ตั้งบริษัททำโซลาร์ขึ้นมาทำเองทั้งหมด ตอนนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงมาก เมื่อก่อนถึงขั้นบังคับ ตอนนี้กลายเป็นจุดขายของเราและทุกบริษัทเริ่มติดตั้งและธนาคารเริ่มให้ความสนใจปล่อยสินเชื่อในการติดตั้งคล้ายกับปล่อยกู้บ้าน” ดร.เกษรากล่าว

ดร.เกษรา กล่าวว่า การสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค ต้องเอาฟังก์ชั่นนำ และบาลานซ์ธุรกิจกับการรักษ์โลกให้ได้ว่าเงินเซฟไปเท่าไรและเมื่อใช้โซลาร์แล้วสามารถผลิตต้นไม้ได้กี่ต้น เป็นการทำให้ผู้บริโภคอินการใช้ไฟพลังงานแสงอาทิตย์ว่าไม่ได้ทำเพื่อเซฟเงินเท่านั้นแต่ช่วยเราปลูกต้นไม้ตลอดเวลา ปัจจุบันเสนาติดโซลาร์ให้ลูกค้าไปกว่า 500 หลังคาเรือนแล้ว ยังไม่คุ้มที่สุดเพราะคนไม่ได้อยู่บ้าน100% ยิ่งปัจจุบันเทรนด์บ้านสมัยใหม่อยู่บ้านมากขึ้น มีกระแสการใช้ไฟขึ้นในบ้าน ความคุ้มค่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่ายังไม่สมบูรณ์แบบเพราะผลิตออกมาแล้วครึ่งหนึ่งอาจจะไม่ได้ใช้ เพราะไม่มีแบตเตอรี่ซึ่งราคาแพง

Advertisement

๐แบงก์เริ่มปล่อยสินเชื่อแยกกู้ซื้อบ้าน

“สิ่งที่ทำคือรัฐทำหน้าที่เป็นมือที่มองไม่เห็น รับซื้อไฟเวลาที่ไม่มีใครใช้ เมื่อปีที่แล้วรับซื้อในราคา 1.68บาทต่อหน่วย คนขอน้อยมาก ปีนี้เพิ่มเป็น 2.20 บาทต่อหน่วย คนเริ่มติดมากขึ้น ขณะเดียวกันแผงโซลาร์ถูกลงด้วย เลยทำให้ปีนี้การขอโซลาร์ภาคประชาชนมีปริมาณมากกว่าปีที่แล้ว ซึ่งเสนาก็ขอให้ลูกบ้านทุกหลังและธนาคารเริ่มกลับมาให้สินเชื่อสีเขียว ปล่อยดอกเบี้ยดีขึ้นและอ้างอิงกับบ้านมากขึ้น ทำให้คนซื้อโซลาร์ได้หลังซื้อบ้านแล้ว ซื้อแยกกันได้ ไม่ต้องทำเหมือนเสนาที่เอาหลังคาติดกับบ้านใหม่ก็ได้ ”ดร.เกษรากล่าว

ดร.เกษรา กล่าวว่า ตอนนี้ค่าไฟจากโซลาร์อยู่ที่ 3 บาทกว่าต่อหน่วย ถูกกว่าค่าไฟหลวงอยู่ที่กว่า 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งโซลาร์กลไกตลาดทำงานได้แล้ว แต่เพราะพฤติกรรมคนที่กลางวันไม่อยู่บ้าน จึงไม่คุ้ม เลยคิดว่าถ้าซื้อแบตเตอรี่ติดจะคุ้มหรือไม่ สรุปไม่คุ้มเพราะค่าไฟออกมาอยู่ที่ 7.84 บาทต่อหน่วย ต่อไปราคาแผงโซลาร์และแบตเตอรี่จะลง ค่าไฟราคาจะขึ้น รัฐไม่จำเป็นต้องให้ 2.20 บาทต่อหน่วยก็ได้เมื่อมีดีมานด์และเทคโนโลยีได้แล้ว

๐ลุยบ้าน-คอนโดพลังงานเป็นศูนย์

ดร.เกษรา กล่าวว่า ทั้งนี้จากการที่เดินทางไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นกับฮันคิว ฮันชิน ผู้ร่วมลงทุนโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมกับเสนา เตรียมจะนำโมเดลZEH หรือZero Energy Housing หรือการทำบ้านและคอนโดมิเนียมพลังงานเป็นศูนย์ วิธีการทำไม่ใช่แค่บ้านประหยัดพลังงานหรือบ้านเบอร์5 ของญี่ปุ่นจะมี 2 องค์ประกอบหลัก คือ ทำให้บ้านใช้พลังงานลดลง ขณะเดียวกันบังคับให้มีพลังงานสะอาดมารวมด้วย เมื่อรวมกันแล้วต้องได้เท่าไหร่ เช่น ทำแล้วได้น้อยที่สุดลดได้20% สิ่งเหล่านี้เป็นกฎเกณฑ์ ซึ่งฮันคิวทำได้เพราะรัฐให้การซัพซิดี้ 1 ล้านเยนต่อหลัง ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาบ้านด้วย
ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นพยายามบอกผู้ประกอบการว่าต้องทำบ้านให้เป็นซีโร่เอ็นเนอจี้เฮ้าส์ซิ่งให้ได้มากที่สุด

“เราลงทุนกับเขาอยู่แล้วที่เมืองไทย เสนาเลยตัดสินใจว่าจะทำด้วย เพราะแบตเตอรี่ยังไม่ถูก what nextของเสนาเราจะใช้ทฤษฎีนี้เป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการของเรา เพราะเรามีโซลาร์ติดอยู่แล้ว เมื่อไม่มีใครให้เกณฑ์เรา เราก็ต้องใช้เกณฑ์ของเขา จะเริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป“ดร.เกษรากล่าว

๐ขอรัฐให้ความสำคัญและสนับสนุน

ดร.เกษรา กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการให้รัฐสนับสนุน ในแง่ธุรกิจที่ทำเพื่อให้เกิดความแตกต่าง ให้อยู่ในอีโค่ซิสเต็มใหม่ เมื่อเราจะเป็นsustainability(ความยั่งยืน) ถ้ารัฐกระตุ้นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้หรือทำเหมือนญี่ปุ่น มีเกณฑ์ให้ทุกคนอยู่ในกรอบ จะง่ายกว่าปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเอง และเอกชนค่อยๆปรับตัวไปทำ ถ้ารัฐเข้าไปจัดแถวเลย คนจะถูกบังคับให้อยู่ในแถว และเป็นเมกะเทรนด์อยู่แล้ว ยังไงผู้บริโภคก็ไม่รังเกียจ แต่ถ้าปล่อยให้เป็นกลไกตลาดทำงานเอง อาจจะใช้เวลา และไม่เป็นรูปเป็นแถวมากเท่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นถ้ารัฐเข้ามาดูแลเรื่องนี้จะมีประโยชน์ต่อธุรกิจที่อยู่อาศัยได้

“คนสมัยนี้ซื้อบ้านในอัตราที่น้อยกว่าสมัยอดีตมากเพราะราคาบ้านพุ่งตลอด ขณะเดียวกันรายได้คนไม่ขึ้นเท่าไหร่ ทำให้เกิดช่องว่างขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกรุงเทพฯเป็นเมืองหัวโตอยู่แล้ว คนอยากอยู่ตรงกลาง เลยทำให้เกิดช่องว่างมาก ถ้าไม่ซื้อบ้านตั้งแต่เด็กหรือไม่มีเงินเก็บก้อนหนึ่ง ยากมากที่จะทำให้ซื้อบ้านได้เหมือนในอดีต”ดร.เกษรากล่าวทิ้งท้าย