นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร และหุ้นส่วน บริษัท พีดับบลิวซี ประเทศไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจ APEC CEO Survey 2016: Thriving in a slow-growth world ที่ใช้เผยแพร่ในการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC CEO Summit ประจำปี 2559 ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู ซึ่งได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของซีอีโอและผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำ จำนวนกว่า 1,1oo ราย จากสมาชิกกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) จำนวน 21 ประเทศว่า ความเชื่อมั่นของซีอีโอเอเปคต่อการเติบโตของธุรกิจและรายได้ในอีก 12 เดือนข้างหน้าอยู่ในระดับต่ำเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยในการสำรวจปีนี้พบว่า มีซีอีโอเพียง 28% เท่านั้นที่เชื่อมั่นว่า รายได้ของพวกเขาในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นอัตราเดียวกันกับปีก่อน
“ผลสำรวจในปีนี้ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นต่อภาพรวมเศรษฐกิจและดีมานที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจยังคงมีจำกัดและการเกิดขึ้นของคู่แข่งหน้าใหม่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้แนวโน้มจะยังไม่สดใส แต่ก็เชื่อว่า ประเทศสมาชิกในกลุ่มเอเปคจะยังคงขยายตัวได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้ โดยผู้บริหารต้องพยายามหาจุดสมดุลในการประเมินสถานการณ์และความเสี่ยงในระยะสั้น แต่ต้องมีมุมมองต่อการลงทุนในระยะยาว” นายศิระกล่าว
เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกพบว่า ซีอีโอเกือบครึ่งมองว่า จีดีพีของจีนในช่วง 3 ปีข้างหน้าจะเติบโตอยู่ที่ 5-6% ต่อปีโดยเฉลี่ยหรือต่ำกว่านี้ อย่างไรก็ดี ซีอีโอเอเปคยังคงต้องการเข้าไปขยายตลาด สร้างแบรนด์ รวมถึงเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทในประเทศจีนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พบว่า จีนยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในปีที่ผ่านมา โดยมูลค่าการค้ารวมระหว่างจีนกับไทยปี 2558 สูงถึง 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 2.3 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ ญี่ปุ่น มีมูลค่า 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 1.8 ล้านล้านบาท และสหรัฐอเมริกา มีมูลค่า 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 1.3 ล้านล้านบาท ตามลำดับ
นาย ศิระ กล่าวว่า แม้ว่าความไม่เชื่อมั่นต่อการเติบโตของรายได้ในระยะสั้นยังคงมีอยู่ แต่ซีอีโอเอเปคมากกว่าครึ่ง (53%) มีแผนจะขยายการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งผู้บริหารมากกว่า 2 ใน 3 ที่ทำการสำรวจต้องการลงทุนเพิ่มในกลุ่มประเทศสมาชิกเอเปคด้วยกันและส่วนที่เหลือจะกระจายการลงทุนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยในผลสำรวจในปีนี้ระบุว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย จะเป็นประเทศที่ดึงดูดเงินเงินลงทุนจากซีอีโอเป็นส่วนใหญ่ในอีก 12 เดือนข้างหน้า
ในส่วนของการเจรจาทางการค้าและข้อตกลงทางการค้าต่างๆ ในภูมิภาคที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซีอีโอเอเปคมากกว่าครึ่ง (53%) มองว่า ความคืบหน้าของการดำเนินไปสู่การค้าเสรียังคงมีความล่าช้าในปีที่ผ่านมา ขณะที่ 14% ของผู้บริหารที่ถูกสำรวจกลับมองว่า ไม่มีความคืบหน้าเลย สาเหตุมาจากการคุ้มครองทางการค้าที่เพิ่มขึ้นของประเทศคู่ค้า ความต้องการในการบริโภคของตลาดหลักที่ลดลง อีกทั้ง ความล้มเหลวของข้อตกลงทางการค้าที่มีอยู่ปัจจุบันบางข้อตกลงยังคงเป็นปัจจัยกดดันภูมิภาค อย่างไรก็ดี ยังมีผู้บริหารในภูมิภาคอาเซียนบางประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวียดนาม ที่มีมุมมองที่เป็นบวกต่อการเปิดกว้างทางการค้าและมองว่าส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศของตน
“ในส่วนของแนวโน้มของการค้าในภูมิภาคที่ยังคงมีความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐ เรามองว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีความสัมพันธ์และมีความร่วมมือที่ดีต่อกันในหลากหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการพัฒนาไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นดิจิทัลในการขับเคลื่อนเป็นหลัก” นายศิระ กล่าว
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ความไม่แน่นอนของต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบและนโยบายยังคงเป็นความกังวลลำดับต้นๆ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนของซีอีโอในภูมิภาคนี้ โดยซีอีโอเพียง 14% เท่านั้นที่มั่นใจว่า ตนสามารถคาดการณ์ต้นทุนขององค์กรและภาระภาษีได้ดีกว่าปีก่อน ขณะที่ซีอีโอถึง 58% มองว่า สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ อาทิ ความโปร่งใส ความชัดเจนของข้อกฎหมาย และการปราศจากคอรัปชั่นจะยิ่งเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนของตนใน 3-5 ปีข้างหน้า

