‘กุลิศ’ แย้มของขวัญปีใหม่พลังงาน ตรึงค่าไฟยาวถึง เม.ย.66

27.10.22 | 16:54 น.

‘กุลิศ’ แย้มของขวัญปีใหม่พลังงาน ตรึงค่าไฟยาวถึง เม.ย.66

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ลาดพร้าว นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนาหาทางออก ฝ่าวิกฤติ “พลังงานโลก” ทางรอด “พลังงานไทย” จัดโดย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า กระทรวงพลังงานกำลังเตรียมมาตรการของขวัญปีใหม่ให้คนไทย โดยจะเสนอในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อพิจารณาทั้งเรื่องของก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) และค่าไฟฟ้า ซึ่งในส่วนของค่าไฟจะคงดูแลกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วย และ 500 หน่วยต่อ รวมถึงจะมีมาตรการเสริมสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปด้วย

นายกุลิศกล่าวว่า ขณะเดียวกันแผนดูแลราคาพลังงานในช่วงไตรมาส 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2565) ถึงไตรมาส 2 ปีหน้า (เมษายน-มิถุนายน 2566) กระทรวงพลังงานยังเตรียมดำเนินมาตรการพยุงอัตราค่าไฟฟ้าในช่วงต้นปี 2566 หรือรอบบิลแรก (มกราคม-เมษายน) ให้คงอัตราไม่เกิน 4.72 บาทต่อหน่วย เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันที่ระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่หากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) สูงเกิน 25 เหรียญฯต่อล้านบีทียู จะให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และโรงไฟฟ้าเอกชน ใช้น้ำมันดีเซลผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซฯ เพื่อดูแลต้นทุนค่าไฟ คาดว่าจะใช้ดีเซล ประมาณ 200-300 ล้านลิตร

ขณะเดียวกัน จะขยายระยะเวลาปลดระวางโรงไฟฟ้าแม่เมาะ (ถ่านหิน) โรงที่ 8 ที่จะหมดอายุสิ้นปีนี้ให้ยืดอายุต่อไปอีก 2 ปี ทำให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเพิ่มประมาณ 300 เมกะวัตต์ ในอัตราประมาณ 2-3 บาทต่อหน่วย และยังมีแผนให้นำโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงที่ 4 ที่ปลดระวางไปแล้ว กลับมาเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเข้าระบบอีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) คาดว่าจะมีความชัดเจนในปีนี้ จะมีไฟฟ้าเข้าระบบอีก 200 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ จะเร่งผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศ ทั้งเร่งเพิ่มกำลังผลิตก๊าซฯแหล่งเอราวัณ เพิ่มการผลิตก๊าซฯแหล่งอื่น ตลอดจนจัดซื้อก๊าซฯจากเมียนมาเพิ่มเติมทั้งแหล่งซอติก้า และยาดานา รวมถึงซื้อก๊าซฯเพิ่มจากองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย หรือ MTJA อีกทั้ง การรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากลาวเพิ่มเติมด้วย ขณะเดียวกัน จะเร่งส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เพื่อลดการใช้น้ำมัน ซึ่งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) อยู่ระหว่างจัดทำมาตรการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ เพื่อลดต้นทุนรถอีวี ประชาชนเข้าถึงรถอีวีง่ายขึ้น รวมถึงดูแลเรื่องของการจัดทำระบบชาร์จไฟฟ้าที่บ้านเพื่ออำนวยความสะดวก ทำข้อมูลเชื่อมโยงการใช้แอพลิเคชันรองรับการใช้งานรถอีวีที่หลากหลายยี่ห้อให้เชื่อมฐานข้อมูลทั้งระบบ และช่วงกลางปี 2566 กฟผ.จะเริ่มจัดทำระบบชำระค่าบริการชาร์จไฟฟ้าของรถอีวีที่ชำระร่วมกันได้

Advertisement

นายกุลิศกล่าวว่า กระทรวงพลังงานยังเร่งส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เข้าสู่ระบบตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี) ฉบับใหม่กว่า 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ฯ ถึง 6,000 เมกะวัตต์ และมีโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ.อีกประมาณ 2,700 เมกะวัตต์ จากศักยภาพ 10,000 เมกะวัตต์ใน 20 ปี อย่างไรก็ตาม ด้วยศักยภาพ กฟผ.อนาคตจะกลายเป็นผู้ลงทุนพลังงานสะอาด

นอกจากนี้ ในพีดีพีรัฐยังเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมอีก 5 เท่า เป็น 1,500 เมกะวัตต์ และรับซื้อไฟฟ้าจากขยะด้วย ทั้งนี้ จากเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนกว่า 10,000 เมกะวัตต์ในอนาคต ภาครัฐจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้าให้ทันสมัย ทำเรื่องสมาร์ทกริด และสมาร์ทมิเตอร์ ให้พร้อมรองรับพลังงานหมุนเวียน และรถอีวี ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ จะเดินหน้าเทคโนโลยีพลังงานใหม่ๆ อาทิ ระบบกักเก็บคาร์บอน CCS และ CCUS ตลอดจนเดินหน้ากรีนไฮโดรเจน และในการประชุม APEC 2022 เดือนพฤศจิกายนนี้ ไทยจะลงนามเอ็มโอยูกับต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ทำเรื่องของ CCUS รถอีวี ไฮโดรเจน และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน

สำหรับความคืบหน้าการกู้เงินของกองทุนน้ำมันฯ หลังจากกระทรวงการคลัง เข้ามาค้ำประกันเงินกู้ วงเงิน 150,000 ล้านบาท ตามกำหนดระยะเวลา 1ปี (6 ตุลาคม 2565-5 ตุลาคม 2566) สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(สกนช.)อยู่ระหว่างทำรายละเอียดการใช้เงิน และแผนชำระหนี้มาเสนอ คาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนให้สถาบันการเงินร่วมเสนอเงินกู้ได้ต้นเดือนพฤศจิกายนนี้

และน่าจะได้รับเงินกู้ก้อนแรกในเดือนพฤศจิกายน เบื้องต้นแผนเงินกู้จะเป็นการทยอยกู้เงิน 12 งวด โดย 1-2 งวดแรก วงเงินอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท งวดต่อไปวงเงิน 20,000 ล้านบาท แต่จะต้องกู้เงินให้เสร็จตามระยะเวลาเงื่อนไข 1 ปี โดยการชำระเงินกู้ยังดำเนินการต่อเนื่อง ทั้งนี้ในอดีตเคยกู้เงิน 70,000 ล้านบาท ใช้เวลาชำระคืน 3-4 ปี ทั้งนี้

“กระทรวงพลังงานประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบในปี 2566 อยู่ที่ระดับ 100-110 เหรียญฯ ถือเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ เพราะปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ใช้เงินพยุงดีเซล 2-3 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกเกิน 35 บาทต่อลิตร จากก่อนหน้านี้พยุงถึง 14 บาทต่อลิตร ช่วงราคาน้ำมันดิบแตะระดับ 150 เหรียญฯ” นายกุลิศกล่าวและว่า นอกจากมาตรการรัฐ อยากให้ประชาชนร่วมประหยัดพลังงานเพื่อให้ประเทศผ่านวิกฤตครั้งนี้ให้ได้