หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท.เผยผลทดสอ...

ธปท.เผยผลทดสอบโครงการ ‘หนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์’ ใช้เวลาน้อย ลดต้นทุน ลดทุจริต

28.10.22 | 13:49 น.
น.ส.สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ธปท.เผยผลทดสอบโครงการ ‘หนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์’ ใช้เวลาน้อย-ลดต้นทุน-ลดทุจริต

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม น.ส.สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงข่าวเรื่องโครงการหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ (ELG) ผ่านการทดสอบภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) (Regulatory Sandbox) และพร้อมให้บริการในวงกว้าง ในงาน BOT Digital Finance Conference 2022 ว่า ในครั้งแรกของการจัดงาน Bangkok Fintech Fair เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา ธปท.และผู้แทนของธนาคารพาณิชย์ได้ตกลงความร่วมมือกันในเรื่องของ Blockchain Community Initiative เพื่อนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมายกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของประเทศ เริ่มด้วยโครงการบริการหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์บนระบบบล็อกเชน โดยบริษัท บีซีไอ (BCI THAILAND) ได้นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ เพื่อเปลี่ยนจากรูปแบบกระดาษมาสู่การเป็นหนังสือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการสร้างโครงข่ายหนังสือค้ำประกันที่สะดวกปลอดภัยบนบล็อกเชนเป็นครั้งแรกของไทย

นางสาวสิริธิดากล่าวว่า ด้วยความตั้งใจที่จะนำบล็อกเชน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีศักยภาพ มายกระดับการให้บริการในภาคการเงินและภาคธุรกิจให้เห็นผลได้จริง และสามารถก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง โดยมีโครงการระบบหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่าโครงการบริการหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ผ่านบล็อกเชน (eLG on Blockchain) เป็นโครงการนำร่องภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว และต่อมาได้เข้าทดสอบภายใต้การกำกับของ ธปท. (Regulatory Sandbox) โดย ธปท.ได้ติดตาม ทดสอบ และประเมินผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าบริการดังกล่าวสามารถใช้งานได้จริง และมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีการบริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆ อย่างเหมาะสม

“เป็นที่น่ายินดีว่าโครงการบริการหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ผ่านบล็อกเชน มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาเป็นรูปธรรมและสามารถลดเวลาการออกหนังสือค้ำประกัน จากเดิมใช้เวลา 3-7 วัน ให้เหลือเพียง 1 ชั่วโมง จากการลดขั้นตอนและเอกสารต่างๆ รวมทั้งช่วยลดต้นทุน และโอกาสการเกิดทุจริต จากการปลอมแปลงเอกสารได้อย่างมีนัยสำคัญ จากการเก็บข้อมูลบนระบบบล็อกเชน” น.ส.สิริธิดากล่าว

ทั้งนี้ ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวเห็นได้จากที่ปัจจุบันมีหนังสือค้ำประกันในระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านบล็อกเชนกว่า 100,000 รายการ โดยมีมูลค่ารวมมากกว่า 200,000 ล้านบาท ส่วนบริษัท บีซีไอ ก็มีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ธนาคารพาณิชย์ 19 แห่ง หน่วยงานของรัฐ 3 แห่ง หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 4 แห่ง และองค์กรภาคเอกชนกว่า 170 ราย โดยแพลตฟอร์มของบริษัท บีซีไอ มีศักยภาพที่จะรองรับกรณีอื่นๆ ที่หลากหลายในอนาคต และสามารถพัฒนาเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของภาคการเงินต่อไปได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และของประเทศไทย

น.ส.สิริธิดากล่าวว่า ด้าน ธปท.เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการประยุกต์ใช้บล็อกเชนสำหรับโครงการดังกล่าว ธนาคารที่เข้าร่วมทดสอบและบริษัท BCI ต้องผ่านการประเมินภายใต้ Regulatory Sandbox ของ ธปท. ทั้งเรื่องการกำกับดูแลโครงการ การบริหารความเสี่ยง รวมถึงความปลอดภัยด้านไอทีจนมั่นใจได้ว่ามีความพร้อมให้บริการในวงกว้างได้อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน ธปท. ได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับจากการทดสอบของโครงการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาแนวปฏิบัติเรื่องของการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการให้บริการทางการเงิน เพื่อให้ผู้ให้บริการที่ประสงค์จะนำบล็อกเชนมาใช้ในการให้บริการทางการเงินในวงกว้างในอนาคตสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้

Advertisement

ทั้งนี้ สำหรับเรื่องการส่งเสริมนวัตกรรมการเงินด้วยกลไกล Regulatory Sandbox ประเทศไทย ธปท.จะพัฒนาและเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อเปิดรับนวัตกรรมของผู้เล่นต่างๆ ได้มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มความรวดเร็วให้เข้าท่านพัฒนาการทางเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้นเพื่อให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญการส่งเสริมนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ให้กับภาคการเงินอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง