นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ได้รายงานต่อ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถึงผลการศึกษาแนวทางจัดการปริมาณไฟฟ้าสำรองเฉลี่ยของประเทศตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ 20 ปีระหว่างปี 2559-2579 (พีดีพี2015) ที่มีค่อนข้างสูงมากกว่า 30% จากค่ามาตรฐานระดับ 15% โดยกฟผ.ได้ยืนยันไปแล้วว่าไม่สามารถเลื่อนการลงทุนโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าใหม่ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้ากระบี่ จ.กระบี่ กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา กำลังผลิตรวม 2,000 เมกะวัตต์ เพราะแผนการลงทุนโรงไฟฟ้าของกฟผ.จะมีส่วนในการดูแลต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศให้อยู่ระดับเหมาะสม ไม่แพง เนื่องจากใช้เชื้อเพลิงราคาถูก คือ ถ่านหิน อย่างไรก็ตามหากมีความจำเป็นต้องเลื่อนโรงไฟฟ้าของกฟผ.อาจจะสามารถเลื่อนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทดแทนโรงเก่า คือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ 1,300 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าบางปะกง 1,400 เมกะวัตต์
“ในภาพรวมไม่สามารถเลื่อนโรงไฟฟ้าของกฟผ. จึงอยากให้เลื่อนโรงไฟฟ้าของเอกชนมากกว่า อาทิ โรงไฟฟ้ากัล์ฟของ บริษัท กัล์ฟ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด แต่ก็เข้าใจถึงผลกระทบเรื่องสัญญาผลิตไฟฟ้าของเอกชน ดังนั้นต้องขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่าจะตัดสินใจอย่างไร จะเลือกระหว่างเลื่อนโรงไฟฟ้าเอกชน เพื่อดูแลต้นทุนไฟฟ้าให้มีราคาถูก หรือจะเลื่อนโรงไฟฟ้ากฟผ.เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านสัญญาเอกชน”นายกรศิษฏ์กล่าว

