ชี้ทิศทางประเทศไทย #Thailand #ThisIsOurFuture : ปลูกพืชยืนต้น ปลูกความหวังให้ลูกหลาน

30.10.22 | 11:05 น.

สัปดาห์ที่แล้วผมพูดถึงสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งเป็นความหวังของคนรุ่นใหม่ มาคราวนี้จะขอพูดอีกเรื่อง ความยั่งยืน ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของคนรุ่นผมที่ต้องสร้างความหวังไว้ให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยมุมมองด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม โดยในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศได้หยิบยกเรื่องนี้มาเป็นสาระสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้านความยั่งยืนของเศรษฐกิจ ประเทศ ไทยเรากำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ อัตราเงินเฟ้อที่สูงสุดในรอบ 14 ปี ค่าเงินบาทที่อ่อนสุดในรอบ 16 ปี แปลเป็นภาษาชาวบ้านคือ ข้าวของแพงขึ้นเนื่องจากต้นทุนแพงขึ้น โดยเฉพาะพลังงานและวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เราเองต้องแข่งกับประเทศเพื่อนบ้านที่ดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้นเรื่อยๆ มีแต่จะต้องเหนื่อยยิ่งขึ้นในการแข่งขัน

แต่ในมุมกลับ ผมมองว่าประเทศไทยมีโอกาสและศักยภาพที่จะเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมได้มาก จากการที่เรามีพื้นที่ใหญ่ มีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงพร้อมขยาย แต่แน่นอนว่าก่อนจะฝันไปไกล ต้องไม่ลืมปัญหาที่ค้างคาและเรื้อรังมานานในประเทศไทยด้วย 

ผมว่าเรื่องที่เราต้องแก้อย่างเร่งด่วนมีหลายเรื่อง พูดทีเดียวคงไม่หมด แต่ที่ผมสังเกตมาตลอดและมั่นใจว่าปีนี้คงหนีไม่พ้นอีกคือ ค่าฝุ่น PM2.5 ซึ่งในทุกปลายปีจะวนกลับมาซ้ำๆ กับฝุ่นละอองที่มาจากทั้งไอเสียรถยนต์ มลพิษจากโรงงานหรือโรงไฟฟ้า และจำนวนมากจากควันไฟของการเผาพืชในที่โล่ง ผมได้ศึกษาจากภาพถ่ายดาวเทียมปีก่อนๆ และมีข้อสังเกตว่าจำนวนไม่น้อยมาจากประเทศเพื่อนบ้าน

ในการแก้เรื่องนี้ ผมมองว่าต้องใช้ความสามารถทางด้านการค้า เศรษฐกิจ และการทูตเข้าแก้ปัญหา ซึ่งควันไฟจากเพื่อนบ้านนั้น ไทยเองไม่อาจบีบบังคับได้ทางตรงมากนัก แต่หากเราใช้วิธีทางการทูตเข้าไปเพื่อเสนอวิธีแก้ปัญหา ใช้เครื่องมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และวิศวกรรม ผมก็คาดหวังว่าเราจะช่วยบรรเทาปัญหาลงไปได้ โดยผลที่ได้ก็จะเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย และดียิ่งขึ้นกับโลกของเราด้วย

Advertisement

อีกเรื่องที่เราเองต้องดูแล ก็คงไม่พ้นเรื่อง ขยะมูลฝอย ที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันประเทศไทยจัดการขยะโดยการฝังกลบ เผา หรือนำไปทำเป็นพลังงาน ซึ่งภาครัฐก็มีการออกนโยบายสนับสนุน 3R Reduce Reuse Recycle แต่โปรโมตเสร็จก็ยกให้เป็นหน้าที่ประชาชนในการจัดการ และก็ล้มเหลวทุกครั้งไป เนื่องจากไม่สามารถทำให้เชื่อและปฏิบัติตามได้ เมื่อภาครัฐก็ทำตัวราวกับว่า แยกไปก็เท่านั้น สุดท้ายก็เทรวมอยู่ดี

ผมขอชื่นชมผู้ว่าชัชชาติฯและทีมงานที่ปัจจุบันได้มีการเริ่มทดสอบการแยกขยะใน กทม. บทเรียนจากโครงการนี้น่าจะนำไปทดลองบังคับใช้ในเมืองหลักๆ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น และเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ที่สำคัญ โดยผลที่ได้จะลดทั้งมลพิษ และยกคุณภาพชีวิตของคนไทยได้ 

อีกปัญหาที่ผมว่าคนไทยช่วงนี้รับมือหนักคือ ปัญหาน้ำท่วม โดยสร้างความเสียหายให้กับภาคเกษตรและกลุ่มเปราะบางในไทยอย่างอย่างหนัก ธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย จัดให้ประเทศ ไทยอยู่ใน 10 อันดับแรกของประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุดในโลก ในช่วงที่ผ่านมาเราใช้เงินไปจำนวนมากกับการแก้ปัญหาปีต่อปี แต่ผมมองว่าเราต้องลงทุนแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและยาวที่ชัดเจนกว่านี้ และบูรณาการความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน และผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเพื่อสนับสนุนแผนการดังกล่าวด้วย

เป้าหมายที่จะมุ่งไปสู่ Net Zero ในปี 2065 ตามที่ท่านนายกฯได้สัญญาไว้ใน COP 26 ซึ่งท่านและผมเองอาจจะไม่ได้อยู่จนเห็นผลด้วยซ้ำ เราต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ โดยรัฐมีหน้าที่ต้องผลักดันนโยบายเทคโนโลยี นโยบายการลงทุน และการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนและสังคม และอีกบทบาทหนึ่งคือ ในระยะแรกภาครัฐอาจจะต้องเป็นผู้นำการลงทุนด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมเองด้วยซ้ำ เพื่อจุดชนวนให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญ ก่อนที่จะบังคับใช้กฎหมายต่างๆ กับประชาชนและภาคธุรกิจ และเอื้อให้มีการลงทุนจากภาคเอกชนได้มากขึ้น

ในแง่การลงทุนด้านพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เราต้องลงทุนเพื่อจะได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำของภูมิภาคนี้ให้ได้ในอนาคต ไทยมีข้อได้เปรียบตรงที่เรามีระบบสายส่งไฟฟ้าที่แข็งแรง มีพื้นที่กว้าง เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ โดยผมมองว่า ในอนาคต พลังงานที่สะอาดจะมีมูลค่ามากกว่าพลังงานทั่วไปอย่างแน่นอน

ภาครัฐเองในขณะปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปยัง EV นั้น เราอาจจะต้องวางแผน และเริ่มคิดถึงพลังงานขั้นถัดไป ซึ่งคือพลังงานไฮโดรเจน หรืออื่นๆ ต่อไปด้วย อย่างภาคอุตสาหกรรมที่ขนส่งด้วยรถบรรทุกที่ไม่สามารถจะแบกทั้งแบตเตอรี่ที่หนักและสัมภาระไปพร้อมกันได้ ณ วันนี้เรากำลัง Kick off EV แต่เราต้อง Dream of Hydrogen แล้วครับ

ผมมองว่าการลงทุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นการลงทุนระยะยาว เห็นผลแบบค่อยเป็นค่อยไป เปรียบได้กับการปลูกพืชยืนต้น ซึ่ง ณ วันที่เราเริ่มปลูกกับวันที่เก็บเกี่ยวผลผลิตอาจจะห่างกันนับปี ตัวผมเองอาจจะไม่ได้อยู่เห็นผลของมัน แต่ลูกหลานของพวกเราจะเป็นผู้ที่ได้รับผล 

ผมจึงอยากเห็นผู้นำทั้งไทยและทั่วโลก เริ่มและเร่งดำเนินการเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะโลกของเรา ประเทศไทยของเรา คืออนาคตที่ลูกหลานเราต้องอยู่

เศรษฐา ทวีสิน