‘คลังสมองชาติ’ แนะเลิกนโยบายประชานิยม ลดความเสี่ยงรัฐ-เกษตรกร พังพินาศ-ล้มละลาย
นายสมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2566 รัฐบาลต้องใช้เงินประมาณ 1.8 แสนล้านบาท เพื่อทำนโยบายประกันรายได้ นโยบายจำนำยุ้งฉางและอุดหนุนเพื่อปรับคุณภาพผลผลิตหลังเก็บเกี่ยว ข้าว ยางพารา รวมถึง มันสำปะหลัง ข้าวโพด และปาล์มน้ำมัน หากยังดำเนินนโยบายแบบนี้ คาดว่าอีกไม่เกิน 2-3 ปี รัฐบาลจะพังพินาศ รัฐบาลและเกษตรกรจะล้มละลาย ซ้ำรอยประเทศอาร์เจนตินา ที่ปัญหาฝังรากลึกรัฐบาลใช้จ่ายเกินตัว คอร์รัปชั่นขยายวงกว้าง
นายสมพร กล่าวว่า อีกทั้งตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรแบบไม่มีเงื่อนไข ถือเป็นต้นเหตุให้เกิดคอรัปชั่นแทบทุกมิติที่เกี่ยวข้อง แม้แต่ภาคเกษตรเองจากก่อนหน้ารัฐบาลยังไม่ดำเนินนโยบายประกันราคาสินค้าเกษตร ครัวเรือนเกษตรกรไทยมีจำนวนประมาณ 7 ล้านครัวเรือน ปัจจุบันครัวเรือนเกษตรกร แตกย่อยกลายเป็น 8 ล้านครัวเรือน เพราะหวังเงินช่วยเหลือจากรัฐ เงินฟรีที่รัฐบาลแจกให้เกษตร
“หากรัฐบาลยังประชานิยมต่อไปรัฐบาลจะไม่มีเงิน เพียงพอในการบริหารจัดการประเทศ รัฐบาลต้องพยามยามถอยห่างจากประชานิยม เพราะประชานิยมเหมือนจับเกษตรกรขังแลกคะแนนเสียงทางการเมือง หลายประเทศเคยดำเนินนโยบายประชานิยม อย่างในสหภาพยุโรป (อียู) เคยทำแต่ไปต่อไม่ไหวก็ต้องเลิกและค่อยๆ ปฏิรูปภาคเกษตร พัฒนาให้คนหนุ่มสาวเข้ามาทำอาชีพเกษตร โดยใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักร เพื่อความยั่งยืนของภาคเกษตร” นายสมพร กล่าว
นายสมพร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในปี 2565 เกษตรกรไทยยังมีความเสี่ยงหลายด้าน อาทิ ปัญหาน้ำท่วมที่นาน ทำให้ไม่ยืนต้นเสียหาย สงครามยูเครน-รัสเซีย ราคาพลังงานสูงยังไม่จบ เกษตรกรไทยสูงวัย ดังนั้นในภาวะที่เกษตรกรไทยอ่อนแอ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต้องปรับเปลี่ยนวิธีช่วยเหลือเกษตรกร แบบมีเงื่อนไข หากลุ่มเปราะบาง เพื่อช่วยเฉพาะกลุ่ม ลดงบประมาณรัฐที่จะอุดหนุน จะทำให้เกษตรกรฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน แต่ต้องหาเกษตรกรวัยหนุ่มสาว ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเข้ามาร่วมฟื้นฟู
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 4 และโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง เฟส 4 มีวงเงินรวมกันประมาณ 1.66 แสนล้านบาท รัฐบาลไม่สามารถนำโครงการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เพราะหลังจากรัฐบาลดำเนินโครงการประกันรายได้พืชเกษตรจำนวนมาก อาทิ ทั้งข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด เป็นต้น ทำให้หนี้ภาครัฐ ตามมาตรา 28 เกิน 32% ของจีดีพี ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 จึงไม่สามารถกู้ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ทั้งนี้ ตั้งแต่ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เข้าดำรงตำแหน่ง ปี 2562-64 ใช้งบประมาณดำเนินโครงการประกันรายได้ยางพาราและข้าวแล้วประมาณ 4.84 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว แบ่งเป็นโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว วงเงินปีละ 1.5 แสนล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี รวมวงเงินที่ใช้ 4.5 แสนล้านบาท ส่วนโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ที่ผ่านมาดำเนินการแล้ว 3 ปี รวมทั้งสิ้น รวม 3.39 หมื่นล้านบาท

