REIC เผยยอดโอนห้องชุดต่างชาติ Q2 ทะลัก กว่า 1.2 หมื่นล้าน โต 26.9% มือสองทำเลในเมืองขายดี เผยกทม. ชลบุรี ปากน้ำ ภูเก็ต เชียงใหม่ ยังฮอต คาดไฟเขียวซื้อบ้าน-ที่ดิน 1 ไร่ ดันมูลค่าโอนแตะแสนล้าน
นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า สถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติ ไตรมาส 2 ปี 2565 มีจำนวน 2,326 หน่วย เพิ่มขึ้น 15.1% มีมูลค่าการโอน 12,114 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.9% และเป็นพื้นที่โอนกรรมสิทธิ์ 109,486 ตร.ม. เพิ่มขึ้น 27.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเกิดโควิด-19 และเป็นการเพิ่มขึ้นในเชิงจำนวนหน่วยสูงสุดในรอบ 5 ไตรมาสที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นในมูลค่าและพื้นที่สูงสุดในรอบ 6 ไตรมาส ยังพบว่าเป็นการโอนห้องชุดมือสองถึง 37.1% เพิ่มมากขึ้นติดต่อกัน 6 ไตรมาส และยังเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในรอบ 18 ไตรมาส โดยอยู่ในทำเลพื้นที่ชั้นในหรือใกล้ศูนย์กลางธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีอุปทานให้เลือกน้อยลง ประกอบกับราคาห้องชุดมือสองในทำเลเหล่านี้มีราคาที่ต่ำกว่าโครงการเปิดใหม่ จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจของคนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รัสเซีย และอินเดีย

นายวิชัยกล่าวว่า ส่วนจีนยังคงเป็นสัญชาติที่มีหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั่วประเทศมากที่สุดถึง 2,072 หน่วย หรือ 25.3% รองลงมามีรัสเซีย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และ เยอรมัน ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั่วประเทศมากที่สุดเป็นลำดับแรก คือ ชาวจีน จำนวน 10,493 ล้านบาท หรือ 26.4% รองลงมาคือ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส รัสเซีย และกัมพูชา ขณะที่ราคาเฉลี่ยห้องชุดที่ชาวต่างชาติรับโอนกรรมสิทธิ์ คือ 5 ล้านบาท/หน่วย โดยสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ 3 ลำดับแรก คือ ไม่เกิน 3 ล้านบาทหรือ 46.4% รองลงมาคือ 3.01 – 5 ล้านบาท หรือ 25.5% และ 5.01 – 7.5 ล้านบาทหรือ 12.9% แต่ในเชิงมูลค่าการโอนกลับมีสัดส่วนราคามากกว่า 10 ล้านบาทถึง 38.9%
โดยสัญชาติที่มีราคาเฉลี่ย/หน่วยโอนสูงสุด คือ ไต้หวัน 7.1 ล้านบาท/หน่วย ด้านรัสเซีย และเยอรมันเป็นกลุ่มที่มีราคาเฉลี่ย/หน่วยโอนต่ำสุด 3.2 ล้านบาท/หน่วย ซึ่งห้องชุดไม่เกิน 60 ตร.ม. เป็นประเภทที่คนต่างชาตินิยมมากที่สุด มีหน่วยรวมกันสูงกว่า 80% ในแต่ละไตรมาส โดยไต้หวันซื้อห้องชุดในราคาเฉลี่ยต่อพื้นที่สูงสุด 155,085 บาท/ตร.ม. รองลงมาจีน 129,353 บาท/ตร.ม.
นายวิชัยกล่าวว่า จังหวัดที่มีหน่วยโอนให้ต่างชาติสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ใน 6 เดือนแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี สมุทรปราการ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ใน 2 จังหวัดแรก คือ กรุงเทพฯ 43.8% และชลบุรี 31.0% โดยมีสัดส่วนจำนวนหน่วยรวมกันสูงถึง 80.7% ของทั่วประเทศ
“จากการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการเปิดให้ต่างชาติซื้อบ้านพร้อมที่ดินหรือซื้อที่ดินเพื่อสร้างเป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างชาติ นับเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างหนึ่งจะดึงดูดคนต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้ามาสู่ประเทศไทย จะสร้างให้เกิดอุปสงค์ใหม่ ๆ ที่มีกำลังซื้อสูงในประเทศเพื่อเข้ามาอยู่อาศัยในระยะยาว และจับจ่ายใช้สอยในสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ “นายวิชัยกล่าว
นายวิชัยกล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเปิดให้ต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ โดยก่อนโควิดมีการโอนปีละมากกว่า 10,000 หน่วย มูลค่ามากกว่า 50,000 ล้านบาท หรือ 5% ของการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ หากเปิดให้ต่างชาติซื้อบ้านพร้อมที่ดินได้ ะทำให้เกิดมูลค่าการโอนเพิ่มสูงสุดได้อีกประมาณ 50,000 หน่วย มูลค่า100,000 ล้านบาท จากมูลค่าโอนที่อยู่อาศัยแต่ละปีจะสูงถึง 1 ล้านล้านบาท อาจจะทำให้สัดส่วนมูลค่าการโอนคนต่างชาติเพิ่มเป็น 15% ของมูลค่าการโอนทั้งประเทศ คาดว่า ระยะแรกยังส่งผลบวกต่ออสังหาฯ ไม่มากนัก เพราะต้องใช้เวลาประชาสัมพันธ์ แต่การดำเนินการนโยบายควรกำหนดให้ชัดเจนว่า รัฐบาลจะอนุญาตให้ชาวต่างชาติซื้อบ้านและที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยระยะยาวในไทยในช่วงกี่ปี และเป็นที่อยู่อาศัยระดับราคาใด เพื่อไม่ให้กระทบระดับราคาที่อยู่ในกำลังซื้อของคนไทย รวมถึงกำหนดระยะเวลาในการถือครองกรรมสิทธิ์ให้ชัดเจนเพื่อป้องกันการเก็งกำไรในที่ดินและที่อยู่อาศัย เช่น ไม่น้อยกว่า 3 – 5 ปี ป้องกันไม่ให้เกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ได้ รวมถึงกำหนดภาษีหรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องสำหรับคนต่างชาติในอัตราที่แตกต่างจากคนไทย และการกำหนดเรื่องกฎเกณฑ์การขายบ้านและที่ดินเมื่อชาวต่างชาติต้องการขายต่อเมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งแล้วให้ชัดเจนอีกด้วย

