“ไฮเนเก้น” ค้านรีดภาษีเบียร์ไร้แอลกอฮอล์เพิ่ม-เผยตลาดรวมโตอืด โอดต้นทุนการผลิตยังพุ่ง เล็งปรับขึ้นราคา
นายปริญ มาลากุล ณ อยุธยา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ จำกัด ในฐานะผู้ประกอบการและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ ตรา ไฮเนเก้น0.0 เปิดเผยว่า ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้บริษัทจะเข้าหารือกับอธิบดีกรมสรรพสามิตเพื่อแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยที่จะขึ้นภาษีเครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์หรือปรับไปอยู่หมวดหมู่ใหม่ ที่อยู่ระหว่างเครื่องดื่มปกติกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากเครื่องดื่มมอลล์ไม่มีแอลกอฮอล์หรือที่รู้จักกันในชื่อที่เรียกว่าเบียร์ 0% เสียภาษีสรรพสามิตในหมวดหมู่เดียวกับเครื่องดื่มจำพวกซอฟต์ดดริ๊งอยู่ที่ 14% ต่างจากที่มีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 5% จะเสียภาษีสรรพสามิตที่ 22% อีกทั้งยังเป็นอัตราที่สูงกว่าเครื่องดื่มบางประเภทด้วย หากจะเก็บภาษีเพิ่มต้องดูว่าหลักการอยู่ตรงไหน และจะทำให้เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ที่บริษัทเพิ่งทำตลาด 3 ปี เกิดขึ้นได้ยาก เมื่อภาษีปรับขึ้นแต่ละครั้ง จะมีผลต่อราคาขายปลีกสูงขึ้นและผู้บริโภคเข้าถึงยาก จากปัจจุบันราคาขายปลีกรวมภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 41 บาท/กระป๋อง(ขนาด 330 มล.)
ถกสรรพสามิตขอยู่หมวดเดิม
“เราอยากอยู่ในหมวดเดิม เชื่อมั่นว่าหลังกรมสรรพสามิตศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียดสำหรับอัตราภาษีของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 0% คงไม่ตัดสินใจขึ้นภาษี เพราะเป็นสินค้าทางเลือกที่ทั่วโลกหันมาบริโภคเพื่อทดแทนหรือลดปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงควรสนับสนุนมากกว่า ซึ่งที่ต่างประเทศเครื่องดื่มแอลกอฮอล์0% จะไม่ถูกเก็บภาษีสรรพสามิตหรือเก็บอัตราเดียวกับเครื่องดื่มซอฟต์ดริ้งค์ อยากให้รฐยกระดับมรตรการการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล”นายปริญกล่าว
ปี’65 รัฐเก็บรายได้ภาษีเบียร์ 8.5 หมื่นล้าน
นายปริญกล่าวว่า ทั้งนี้จากข้อมูลของการจัดเก็บรายได้กรมสรรพสามิตปีงบปราณ2565 โดยในกลุ่มแอลกอฮอล์ จัดเก็บได้ 144,295 ล้านบาท แยกเป็นภาษีเบียร์ 85,035 ล้านบาท คิดเป็น 58.93% และภาษีสุรา 59,260 ล้านบาท คิดเป็น 41.07% ซึ่งรายได้จากภาษีเบียร์เป็นอันดับ 3 รองจากภาษีน้ำมันและภาษีรถยนต์ ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2566 กรมสรรพสามิตตั้งเป้าเก็บรายได้อยู่ที่ 567,000 บาท เพิ่มขึ้น 11.2% จากปี งบประมาณ 2565 ที่จัดเก็บได้ 503,465 ล้านบาท จึงทำให้รัฐมีนโยบายจะขยายฐานการเก็บภาษีใหม่ๆเพิ่มขึ้น
คาดปีนี้ตลาดเบียร์โต3-5%
นายปริญกล่าวว่า ปัจจุบันตลาดเบียร์มีมูลค่ารวมประมาณ 2 แสนล้านบาท เติบโตน้อยลง โดยในปีนี้คาดว่าจะเติบโตประมาณ 3-5% ส่วนเรื่องของราคาขายหลังปรับขึ้นไปเมื่อเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินต้นทุน เพราะมีหลายส่วนที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น พลังงาน แต่คาดว่าจะเริ่มปรับลดแล้ว ส่วนวัตถุดิบอื่นเทรนด์น่าจะขึ้น เช่น มอลต์ ขวด อะลูมิเนียม กล่อง เป็นต้น โดยรวมแล้วต้นทุนน่าจะมีการปรับขึ้นเพราะยังมีค่าขนส่งอีก ขึ้นอยู่การบริหารจัดการ ถ้าสามารถปรับต้นทุนให้อยู่ระดับที่ประทังไปได้ก็ดี แต่ถ้าไม่บาลานซ์กันโอกาสการปรับคงต้องมีขึ้น

