หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท. ไม่ต่อมา...

ธปท. ไม่ต่อมาตรการ LTV หลังโควิดคลี่คลาย หนุนธุรกิจอสังหาฯ-ปิดความเสี่ยงเก็งกำไร

31.10.22 | 18:00 น.

ธปท. ไม่ต่อมาตรการ LTV หลังโควิดคลี่คลาย หนุนธุรกิจอสังหาฯ-ปิดความเสี่ยงเก็งกำไร

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจาก ธปท.ยกเลิกมาตรการต่างๆ เช่น กรณีที่คณะกรรมการกองทุน มีมติยุติการเปิดรับการขอความช่วยเหลือจากกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (BSF) สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2565 เนื่องจากความจำเป็นของความช่วยเหลือจากกองทุนปรับลดลงตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่ดีขึ้น ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับสู่ระดับปกติ

นางสาวชญาวดีกล่าวว่า การดำเนินนโยบายของไทยไม่เพียงแค่นโยบายการเงิน แต่มีมาตรการทางการเงิน เช่น มาตรการการเปิดรับการขอความช่วยเหลือจากกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (BSF) หลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย (LTV) หรือมาตรการต่างๆ ที่เคยใช้ช่วงวิกฤต ถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจของไทยและต่างประเทศจะไม่เหมือนกัน

ดังนั้น ธปท.จึงเห็นควรไม่ต่ออายุมาตรการ LTV ซึ่งจะครบกำหนดการผ่อนคลายชั่วคราวภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2565 นี้ ภายหลังจากมีการผ่อนคลายชั่วคราวจากการระบาดของโควิดระลอกที่ 3 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา เพื่อต้องการเติมเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องจำนวนมาก โดยการเพิ่มแรงจูงใจในการซื้อที่อยู่อาศัยให้กลุ่มผู้ที่มีกาลังซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางขึ้นไปที่ได้รับผลกระทบจากโควิดไม่มากนัก และมีความสามารถรองรับการก่อหนี้เพิ่มได้

“สำหรับแนวทางที่ ธปท. โดยคณะกรรมการต่างๆมองเห็นว่าต้องดูแลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ร้อนแรงจนเกินไปจนต้องไปใช้ยาแรงแบบประเทศอื่นๆ ที่เศรษฐกิจฟื้นค่อนข้างเร็ว แม้เศรษฐกิจไทยจะอยู่ช่วงขาขึ้น ดังนั้น มาตรการต่างๆ ถ้าไม่ให้ฟื้นแรงเกินไปจะต้องแน่ใจว่าการฟื้นตัวมีความสมดุลเกิดขึ้น และมาตรการบางอย่างที่ผ่อนคลายในวงกว้างอาจจะสร้างผลข้างเคียง ระยะต่อไปจะต้องดูแลไม่ให้เกิดผลข้างเคียงนั้นอะไรที่ไม่เหมาะกับภาวะก็ต้องลดลง”นางสาวชญาวดีกล่าว

ขณะเดียวกันมองว่าการไม่ต่ออายุดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบหรือเป็นอุปสรรคต่อการซื้อที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากเกือบทั้งหมดกู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรกที่มูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งมาตรการ LTV ปัจจุบันสำหรับซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรกที่ราคาไม่เกิน 10 ล้านบาทผ่อนคลายมากอยู่แล้ว โดยกำหนดการปล่อยสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) อยู่ที่ 100% อย่างไรก็ตาม อาจจะกระทบลูกค้ากลุ่มที่มีรายได้สูง หรือราคาบ้านสูงกว่า 10 ล้านบาทเล็กน้อย เนื่องจากต้องวางเงินดาวน์เพิ่มเติมบางส่วนประมาณ 10-20%

Advertisement

อย่างไรก็ตาม หากการขยายระยะเวลาการผ่อนคลายมาตรการอาจเอื้อให้เกิดการสะสมความเสี่ยงในระบบการเงินในระยะต่อไปได้ เช่น การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์โดยผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูงและส่งผลต่อระดับหนี้ครัวเรือนให้เพิ่มสูงขึ้นในอนาคตได้ ดังนั้น มองไปข้างหน้าจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ทำให้การปรับทิศทางนโยบายการเงินจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจไทย ประกอบกับเป็นสัญญาณที่ดีต่อผู้ประกอบการที่จะมีความมั่นใจมากขึ้น

ทั้งนี้ สำหรับตัวเลขการโอนอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2565 พบว่ามียอดการโอนขยายตัวสูงถึง 8.5% และจำนวนตัวเลขการเปิดโครงการใหม่เฉลี่ยอยู่ที่ 9,000 หน่วยต่อเดือน เทียบกับช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ในปี 2562 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 9,200 หน่วยต่อเดือนเท่าที่ได้ดูตัวเลขและอัตราการขยายตัวส่วนใหญ่เป็นบ้านราคาสูง ที่กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อมากกว่า เขื่อว่าการไม่ต่อมาตรการ LTV ดังกล่าวจะมีผลต่อความเชื่อมั่นจากนักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น

“ในแง่มาตรการ LTV ถือเป็นมาตรการผ่อนคลายชั่วคราวมีการประกาศใช้ตั้งแต่ 20 ตุลาคม 2564-31 ธันวาคม 2565 ซึ่งเราดูสัญญาณและทบทวนแล้วว่าจะไม่ต่ออายุมาตรการชั่วคราว เมื่อครบกำหนดมาตรการก็จะกลับไปเหมือนเดิม ซึ่งมองว่าไม่ได้กระทบการซื้อบ้าน เนื่องจากสัดส่วนมากกว่า 86% เป็นการซื้อบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นบ้านหลังแรกที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง และระดับบ้านเกิน 10 ล้านบาทอาจจะต้องเพิ่มเงินดาวน์บ้าง 10-20%”นางสาวชญาวดีกล่าว