หน้าแรก เศรษฐกิจ คลังแย้มต่อลด...

คลังแย้มต่อลดค่าโอนจดจำนอง หมดสิ้นปี เล็งยืดอุ้มธุรกิจอสังหาฯ

1.11.22 | 08:43 น.
แฟ้มภาพ

คลังแย้มต่อลดค่าโอนจดจำนอง หมดสิ้นปี เล็งยืดอุ้มธุรกิจอสังหาฯ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการพิจารณาต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง มาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดในสิ้นปีนี้ กำหนดให้ลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เหลือ 0.01% และค่าธรรมเนียมการจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01%

“ได้หารือกันมา 2-3 รอบแล้ว แต่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะเป็นรายได้ของท้องถิ่น ที่ผ่านมาท้องถิ่นได้รับผลกระทบจากมาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในช่วงโควิด” นายกฤษฎากล่าว

นายกฤษฎากล่าวว่า มาตรการเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ของกระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการประชุมหารือและยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ยืนยันได้ว่ากระทรวงการคลังมีมาตรการของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนแน่นอน ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้จะยังไม่เสนอ ครม. คาดว่าจะเสนอให้ ครม.พิจารณาก่อนปีใหม่ สำหรับช่วงเวลาออกมาตรการ ต้องคุยกันระดับนโยบายว่าต้องการให้ออกแพคเกจในช่วงไหน ถ้าต้องการให้ออกเร็วก็ต้องศึกษาผลกระทบว่าทำได้เร็วแค่ไหน อย่างไร ถ้าทำได้เร็วก็จะมีการเสนอเข้า ครม.เร็วตาม

นายกฤษฎากล่าวว่า สำหรับโครงการช้อปดีมีคืนยังเป็นโครงการที่น่าสนใจ เพราะเป็นการใช้ระบบภาษีและกระตุ้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนมีรายได้สูงในระบบฐานภาษี มีความชัดเจนเรื่องเป้าหมาย ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือแต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ส่วนผลกระทบเรื่องงบประมาณนั้นจะไปกระทบกับรายได้ปีงบประมาณถัดไป คาดว่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจกลับไปเป็นปกติแล้ว ส่วนมาตรการนี้จะออกมาใช้ตอนไหนก็ต้องแล้วแต่รัฐบาลต้องการจะกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อไร อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปีได้ออกไปแล้ว หากเริ่มทำมาตรการช้อปดีมีคืนในปลายปีนี้ก็จะไปกระทบรายได้ปีงบ 2566 ดังนั้น ต้องไปดูการจัดเก็บรายได้ปีงบ 2566 ว่าเป็นอย่างไร จะเก็บได้มากน้อยแค่ไหนก็ต้องมาพิจารณากัน แม้ว่าเมื่อสิ้นปีงบ 2565 รัฐบาลจะมีรายได้เกินมามาก แต่ส่วนที่เกินมาจะได้นำมาใช้ชดเชยในส่วนของการกู้ขาดดุลงบประมาณ ดังนั้น งบประมาณก็ควรถูกใช้ตามความจำเป็นเท่านั้น

“ถ้าเศรษฐกิจยังมีความจำเป็นต้องการกระตุ้นต่อเนื่องเพื่อให้กลับเข้าไปสู่ภาวะปกติก็จำเป็นต้องออกมาตรการช่วยเหลือ ขณะนี้คาดการณ์ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2565 ของกระทรวงการคลังอยู่ที่ 3.4% ต้องดูในเชิงลึกว่ามีปัจจัยเศรษฐกิจใดต้องเพิ่มเติมหรือไม่ ถ้าเรื่องรายได้ประชาชนยังไม่ดีและต้องการการช่วยเหลือ กระทรวงต้องทำเป็นมาตรการเจาะจงเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เดือดร้อนให้ถูกฝาถูกตัว การกระตุ้นจึงจะได้เกิดขึ้นจริง” นายกฤษฎากล่าว

Advertisement