หน้าแรก เศรษฐกิจ สรท.คาดส่งออก...

สรท.คาดส่งออกปี’65 โตสูงสุด 9% เสนอรัฐเร่งเจรจาเอฟทีเอ-แก้ กม.ถ่ายลำ พยุงส่งออกปี’66

1.11.22 | 11:55 น.
ภาพโดย Khunkorn Laowisit (pexels)

สรท.คาดส่งออกปี’65 โตสูงสุด 9% พร้อมเสนอรัฐเร่งรัดเจรจาเอฟทีเอ-แก้ไขกฎหมายถ่ายลำ พยุงส่งออกปี’66

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนกันยายน 2565 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่าการส่งออกมีมูลค่า 24,919 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 7.8% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 888,371 ล้านบาท ขยายตัว 16.4% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนกันยายนขยายตัว 9.0% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 25,772 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 15.6% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 929,732 ล้านบาท ขยายตัว 24.7% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนกันยายน 2565 ขาดดุลเท่ากับ 853 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 41,361 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมกราคม-กันยายน 2565 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน พบว่าไทยส่งออกรวมมูลค่า 221,366 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 10.6% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 7,523,817 ล้านบาท ขยายตัว 21.3% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในช่วงมกราคม-กันยายนขยายตัว 8.6%

ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 236,351 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 20.7% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 8,148,602 ล้านบาท ขยายตัว 32.3% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมกราคม-กันยายนของปี 2565 ขาดดุลเท่ากับ 14,984 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 624,785 ล้านบาท

ทั้งนี้ สรท.คาดการณ์การส่งออกรวมในปี 2565 อยู่ที่ 8-9% และคาดการณ์การส่งออกในปี 2566 จะอยู่ที่ 2-5% (ณ เดือนพฤศจิกายน 2565) โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญในปี 2565 ได้แก่ 1.สถานการณ์อัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้าสำคัญ มีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหรัฐ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางทั่วโลกดำเนินนโยบายทางการเงินแบบเข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลทำให้ 2.ดัชนีภาคการผลิต ในประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหรัฐ ยุโรป จีน เกาหลีใต้ เริ่มส่งสัญญาหดตัวลดลงเล็กน้อยในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม

3.ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง 4.ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวน อาทิ ข้าวสาลี ข้าวโพด เมล็ดทานตะวัน ปุ๋ย เป็นต้น และ 5.สถานการณ์การขาดแคลนชิปเริ่มคลีคลายในช่วงเดือนที่ผ่านมา แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในภาคการผลิตที่มีชิปเป็นส่วนประกอบสำคัญ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ เป็นต้น ประกอบกับกฎหมาย CHIPS and Science Act of 2022 ของสหรัฐ กดดันจีนต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงในอนาคต

Advertisement

“ที่ประเมินว่าการส่งออกในปี 2565 มีควมเป็นไปได้ที่จะเติบโต 9% นั้น เพราะมีความเป็นไปได้ที่ไตรมาสที่ 4/2565 การส่งออกจะเติบโต 5% แต่จะไปถึง 10% ได้หรือไม่นั้น มองว่าโอกาสเป็นไปได้ปานกลางถึงน้อย เนื่องจากปัจจัยบวกทั้งเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศและวัตถุดิบต่างๆ ยังไม่มากพอ” นายชัยชาญ กล่าว

นอกจากนี้ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยยังมีข้อเสนอแนะที่สำคัญประกอบด้วย 1.เร่งดำเนินการความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่สำคัญ อาทิ ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) และไทย-ประเทศสหราชอาณาจักร (ยูเค) และตลาดรองอื่น เพื่อเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันภาคส่งออกและดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศในระยะยาว 2.ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย รักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อประคองการฟื้นตัวภาคธุรกิจและไม่เป็นการซ้ำเติมรายจ่ายของผู้บริโภคและต้นทุนของผู้ประกอบการมากเกินไป

3.ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหากฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายลำ รวมถึงเร่งทำความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ชัดเจน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การรับส่งสินค้าของอาเซียน เพื่อดึงดูดเรือแม่เข้ามาให้บริการแบบ Direct Call มากขึ้น ผู้ประกอบการไทยสามารถบริหารจัดการต้นทุนค่าระวางเรือให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในต่างประเทศได้