หน้าแรก เศรษฐกิจ “แบงก์ชาติ” ม...

“แบงก์ชาติ” มองจีดีพีปีนี้โต 3.3% ได้แรงส่งบริโภคภาคเอกชน-ท่องเที่ยว คาดปี’66 ต่างชาติเที่ยวไทย 21 ล้านคน

2.11.22 | 12:25 น.

‘แบงก์ชาติ’ มองจีดีพีปีนี้โต 3.3% ได้แรงส่งบริโภคภาคเอกชน-ท่องเที่ยว คาดปี’66 ต่างชาติเที่ยวไทย 21 ล้านคน

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ โจทย์ท้าทายเศรษฐกิจไทย 2023 ในงานสัมมนา Thailand 2023 : The Great Remake เศรษฐกิจไทยว่า เศรษฐกิจไทยจากการประมาณการของ ธปท. มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องโดยจีดีพีปี 2565 ขยายตัว 3.3% และปี 2566 ขยายตัว 3.8% ได้แรงส่งหลักจากการบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยวคาดว่านักท่องเที่ยวปี 2565 จะมีจำนวน 9.5 ล้านคน และปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยว 21 ล้านคน แม้คาดว่ามูลค่าการส่งออกปี 2565 ขยายตัว 8.2% และปี 2566 ชะลอการขยายตัวที่ 1.1% โดยเป็นทั้งมูลค่าการส่งออกและปริมาณการส่งออก นอกจากนี้ ไทยเป็นประเทศที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า จีดีพีจะขยายตัวดีขึ้นในปี 2566 แม้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ธปท.และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวสูงขึ้น แต่สูงขึ้นไม่มาก และยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้ไม่ได้เช่นนี้ หากภาพเศรษฐกิจปี 2566 โตต่ำกว่า 3% จะมาจากปัจจัย 3-4 เรื่อง คือ 1.นักท่องเที่ยวลดลงมากจากเดิมที่คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวเข้ามาถึง 21 ล้านคน ถ้าต่ำกว่า 19 ล้านคน เช่น นักท่องเที่ยวจีนไม่เข้าประเทศไทยเลย ก็มีสิทธิ์ที่จีดีพีประเทศไทยจะต่ำกว่า 3% 2.มูลค่าการส่งออกที่คาดว่าปี 2566 จะชะลอตัวลงที่ 1.1% ถ้าเกิดการส่งออกติดลบ 2% ก็มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะต่ำกว่า 3% 3.การบริโภคได้คาดการณ์ว่าจะขยายตัวในปีหน้าที่ 3.3% ถ้าหมดลงที่ 1% กว่าๆ ก็จะทำให้จีดีพีต่ำกว่า 3% ได้เช่นกัน

“หากถามว่าปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่ ก็มีความเป็นไปได้น้อย อย่างไรก็ตามใน 3 ปัจจัยนี้ มีความเกี่ยวเนื่องกันหากนักท่องเที่ยวลดลงมากการบริโภคภาคเอกชนจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เนื่องจากภาคบริการก็จะไม่ค่อยดี ภาคการท่องเที่ยวก็ไม่ดีส่งผลให้การจ้างงาน การเพิ่มรายได้ของคนงานจะน้อยลง ซึ่งเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันก็เป็นความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง” นายเมธีกล่าว

นอกจากนี้ เรื่องที่ 4.เงินเฟ้อปี 2566 ถ้าจะสูงเกินกว่า 5% ราคาน้ำมันโลกต้องอยู่ระดับ 144 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งมีความเป็นไปได้ยากยกเว้นจะมีปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์รุนแรง เนื่องจากสัญญาณความต้องการน้ำมันในปีหน้าลดลงเนื่องจากหลายประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต่ำกว่าปีนี้

นายเมธีกล่าวว่า ดังนั้น การดำเนินนโยบายให้มีการฟื้นตัวอย่างที่ไม่สะดุด ในแง่ของ ธปท.จะดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงเหมือนกับต่างประเทศ โดยจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้มีความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ โดยมีการชั่งน้ำหนักระหว่างหลายเป้าหมาย เช่น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องหนี้ภาคครัวเรือน เรื่องหนี้เอกชนยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีในการปรับอัตราดอกเบี้ย และดูว่าความเหมาะสมในช่วงจังหวะควรเร่ง ควรหยุดจะเป็นอย่างไร รวมถึงมาตรการตรงอื่นก็จะทำให้ตรงจุดมากขึ้น

Advertisement

ทั้งนี้ สิ่งที่ไม่ควรทำคือมาตรการที่หวังผลระยะสั้นแต่มีผลเสียในระยะยาว เช่น ประเทศอังกฤษ กระทรวงการคลังไปทาง ธนาคารกลางไปอีกทาง ส่งผลให้การทำนโยบายไม่เหมาะสม ตลาดจึงเกิดความปั่นป่วนจากความเชื่อมั่นที่ลดลง แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี แต่ยังคงมีประเด็นความเสี่ยง ดังนั้น ในแง่การดำเนินนโยบายต่างๆ จะมีทั้งนโยบายที่ไม่เหมาะสม และหากทำจะสร้างความเสียหายได้

นายเมธีกล่าวว่า สำหรับมาตรการระยะยาวเป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากระยะสั้นยังสามารถเอาตัวรอดไปได้ แต่มาตรการระยะยาวมีปัญหามากสำหรับประเทศไทย เรื่องของผลิตภาพ ด้านการลงทุน แรงงาน และผลิตภาพโดยรวมของประเทศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ในขณะที่ประเทศอื่นได้เร่งตรงนี้ขึ้นมา โดยภาครัฐจะต้องเป็นผู้ดำเนินการที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของภาคเอกชน โดยเร่งให้มีการทำ Regulatory Guillotine (RG) หรือเป็นการทบทวนกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อลดเลิกกฎหมายที่ไม่มีความจำเป็นและสร้างภาระต่อการปฏิบัติให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยภาครัฐยังทำค่อนข้างน้อยและยังไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าไหร่ และเรื่องสังคมสูงวัยที่ควรจะทำในระยะยาว

“ดังนั้น นโยบายต่างๆ ก็มีหลายนโยบายที่พูดถึงกันตอนนี้ที่อาจจะไม่เหมาะสมก็คิดว่าถ้าทำจะมีผลเสีย โดยนโยบายประชานิยมที่อาจจะบิดเบือน การทำงานของระบบการเงิน และสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว” นายเมธีกล่าว