ทล. เตรียมสร้างถนนเลี่ยงเมืองชะอำ วงเงิน 7 พันล. เชื่อมโยงเดินทางสู่ภาคใต้ หนุนศก.-ท่องเที่ยว
นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า กรมฯโดยสำนักสำรวจและออกแบบรับมอบนโยบายเร่งดำเนินโครงการสำรวจและออกแบบ ปรับปรุงและแก้ไขปัญหาการจราจรบนทางหลวงหมายเลข 37 สายเลี่ยงเมืองชะอำ ระยะทาง 47.348 กิโลเมตร จากผลการสำรวจข้อมูลปริมาณการจราจรปี 2563 อยู่ในช่วง 29,000 คันต่อวัน เพิ่มขึ้นเป็น 34,9000 คันต่อวัน ในปี 2569 และเป็น 53,300 คันต่อวัน ในปี 2587 สำหรับโครงการดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นโครงการที่ กม. 0+000 โดยจุดเริ่มต้นโครงการจะแยกออกจากถนนเพชรเกษม บริเวณทางแยกต่างระดับชะอำมุ่งลงสู่ภาคใต้ (ด้านทิศตะวันตกของชะอำและหัวหิน) ผ่านห้วยตะแปด แยกข้างแทงกระจาด มหาวิทยาลัยศิลปากร แยกวัดห้วยมงคล ที่ว่าการอำเภอหัวหิน บรรจบถนนเพชรเกษม บริเวณทางแยกต่างระดับวังยาวที่ กม.47+348.260 จึงเป็นจุดสิ้นสุดโครงการ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน และอ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

โดยรูปตัดทางหลวงของโครงการขยายทางเป็นทางหลวงขนาด 6 ช่องจราจร (ไป-กลับทิศทางละ 3 ช่องจราจร) กว้างช่องละ 3.50 เมตร ไหล่ทางด้านนอกกว้าง 2.50 เมตร ไหล่ทางด้านในกว้าง 1 เมตร แบ่งทิศทางจราจรด้วยกาะกลางแบบกดเป็นร่องกว้าง 10.60 เมตร และติดตั้งคอนกรีตแบริเออร์บริเวณขอบไหล่ทางด้านในทั้งสองฝั่ง รูปแบบทางแยกต่างระดับตลอดเส้นทางโครงการมีทางแยกสำคัญที่ทางหลวงโครงการตัดกับถนนของกรมทางหลวงชนบทและถนนท้องถิ่นซึ่งได้ออกแบบเป็นทางแยกต่างระดับจำนวน 6 แห่ง โดยรูปแบบเป็นทางลอดและวงเวียนทางกลับรถบริเวณใต้สะพาน 1.ทางแยกต่างระดับคลองชลประทานที่ กม.2+111.476 (จุดตัดถนนเลียบคลองชลประทาน) 2.ทางแยกต่างระดับห้วยตะแปดที่ กม.10+530.384 (จุดตัดทางหลวงชน บท พบ.1001) 3.ทางแยกต่างระดับข้างแทงกระจาดที่ กม.16+838.098 (จุดตัดทางหลวงชน บท พบ.1010) 4.ทางแยกต่างระดับมหาวิทยาลัยศิลปากรที่ กม.19+450.735 (จุดตัดถนนท้องถิ่น) 5.ทางแยกต่างระดับที่ว่าการอำเภอหัวหินที่ กม.33+989.081 (จุดตัดทางหลวงชนบท ปช.2043) 6.ทางแยกต่างระดับหนองไผ่ที่ กม.39+173.753 (จุดตัดทางหลวงชนบท ปช.2030)

สำหรับการออกแบบจัดการจราจรท้องถิ่นและการกลับรถได้พิจารณาจากความต้องการในการใช้จุดกลับรถของประชาชนเป็นหลัก โดยมีรูปแบบจุดกลับรถและตำแหน่งจุดกลับรถ ดังนี้ รูปแบบที่ 1 รูปแบบจุดกลับรถแบบสะพานบก เป็นการก่อสร้างสะพานบกบนทางหลวงโครงการให้ถนนท้องถิ่นลอดผ่านและกลับรถ ออกแบบให้มีความสูงเพียงพอที่รถประเภทต่าง ๆ สามารถลอดผ่านได้ เพื่อให้ประชาชนใช้งานได้สะดวกและปลอดภัย มีจำนวน 11 แห่งคือ 1.กม.3+388.809 (หุบกะพง) 2.กม.5+000 (ถนนท้องถิ่นไปวัดหุบกะพง) 3.กม.6+600 (จุดกลับรถเดิม) 4.กม.8+115 (ช.บ่อแขม) 5.กม.13+440.944 (ศูนย์พัฒนาห้วยทราย) 6.กม.14+906 (ทางเข้า บ.หนองข้าวนก) 7.กม.21+650 (วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี) 8.กม.23+496.412 (ถนนท้องถิ่นไปบ้านสามพันนาม) 9.กม.25+428.725 (ซ.วัดวังโบสถ์/สวนน้ำ Black Moutain) 10.กม.36+650 (ทางเข้าอ่างเก็บน้ำปราณบุรี) และ11.กม.41+974.850 (ทางเข้า บ.ทุ่งเสือนอน)

รูปแบบที่ 2 จุดกลับรถใต้สะพานข้ามคลอง เป็นการก่อสร้างจุดกลับรถใต้สะพานข้ามคลอง ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนในท้องถิ่นใช้ระบบกลับรถในโครงการให้มีความปลอดภัยขึ้น มี 4 แห่งคือ 1) กม.11+427.731 (ห้วยตะแปด) 2) กม.18+768 (ห้วยมะกอก) 3) กม.31+804.200 (ห้วยหอย) 4) กม.43+351.448 (ห้วยนาตะคลอง) และรูปแบบที่ 3 จุดกลับรถแบบท่อลอดเหลี่ยม ได้ออกแบบตามข้อเสนอแนะของประชาชนเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยได้ออกแบบให้รถขนาดเล็ก รถจักรยานยนต์ สามารถลอดผ่านได้รวมถึงเป็นทางเดินลอดของสัตว์เลี้ยงในพื้นที่โครงการด้วย มี 2 แห่งคือ 1) กม.24+050 (บ.สามพันนาม) 2) กม.32+325 (บ.เขาเสวยราชย์) นอกจากนี้ได้ออกแบบปรับภูมิทัศน์บริเวณทางแยกต่างระดับบริเวณวงเวียนเพื่อให้เกิดความร่มรื่นและสวยงาม รวมถึงได้ออกแบบเกาะและทางเดินลอดใต้สะพานเป็นพื้นคอนกรีตพิมพ์ลายให้มีสีสันสวยงาม

นายสราวุธ กล่าวว่า ปัจจุบันออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ ใช้วงเงินงบประมาณก่อสร้างทั้งโครงการประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยในปี 2566 ได้รับงบประมาณก่อสร้างในส่วนของทางแยกต่างระดับจำนวน 2 แห่ง คือ แยกห้วยตะแปด จำนวน 50 ล้านบาท และแยกช้างแทงกระจาด 56 ล้านบาท ซึ่งแยกห้วยตะแปดงบประมาณก่อสร้าง 250 ล้านบาท และแยกช้างแทงกระจาด งบประมาณ 280 ล้านบาท โดยส่วนที่เหลือจะดำเนินการในปีงบประมาณ 2567 และ ปีงบประมาณ 2568 โดยใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี

ทั้งนี้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรสายหลักและเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมขนส่งในอนาคตระหว่างภูมิภาค สนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ตอนบนซึ่งเป็นเมืองเป้าหมายด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ยกระดับถนนปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เพราะหากระบบคมนาคมขนส่งมีประสิทธิภาพจะเป็นกลไกและเครื่องมือที่สำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม



