หน้าแรก เศรษฐกิจ วงสัมมนาเดอะว...

วงสัมมนาเดอะวิสดอม มองศก.โลกปี 66 ห่วงพลังงานโลก-เงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง แนะลงทุนหุ้น ทองคำ บิตคอยน์

2.11.22 | 16:50 น.

วงสัมมนาเดอะวิสดอม มองศก.โลกปี 66 ห่วงพลังงานโลก-เงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง แนะลงทุนหุ้น ทองคำ บิตคอยน์

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน นายอัครนันท์ ฐิตสิริวิทย์รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนาออนไลน์ THE WISDOM Investment Forum : Wealth in Challenging World เดินหน้าฝ่ามรสุม คว้าความมั่งคั่ง คาดการณ์ปีหน้า 2566 ว่า สิ่งที่น่ากังวลและกระทบต่อเศรษฐกิจในปี 2566 เป็นอย่างมากคือราคาพลังงานที่ไต่ระดับสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นผลพวงจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน เงินเฟ้อที่ยังทะยานสูงขึ้นของสหรัฐการเดินเกมขึ้นอัตราดอกเบี้ยและประคองผลกระทบจากการขาดแคลนพลังงานของยุโรป การเดินหน้านโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีน ในขณะที่ประเทศไทยเริ่มเปิดประเทศ ค่อยๆ ฟื้นตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามามากขึ้น แต่ยังต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้าด้านอื่นๆ ได้แก่ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจนถึงระดับ 38 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ตลอดจนต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนค่าแรง รวมถึงต้นทุนของเงินทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2566 จะขยายตัว 2.7% ปรับลดจากที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีที่ 3.8% ซึ่งมีโอกาส 25% ที่การขยายตัวจะไปไม่ถึง 2% สะท้อนให้เห็นถึงภาพของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าที่นำโดยกลุ่มประเทศมหาอำนาจ ซึ่งจะมีความอึมครึมเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันไทยฟื้นตัวดีขึ้น ความแตกต่างระหว่างค่าเงินบาทที่อ่อนและเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าจะแคบลง ภาคการส่งออกยังคงได้รับผลกระทบ แต่เศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามา โดยคาดว่าจะเติบโต 3.8% ขยับจาก 3.3% ในปี 2565

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการจับตามองเศรษฐกิจของสหรัฐ ทิศทางของเงินเหรียญสหรัฐ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะรัสเซีย-ยูเครน จีน-สหรัฐ หรือจีน-ไต้หวันที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ผู้ประกอบการและนักลงทุนยังต้องรู้จักกระจายความเสี่ยง ประกันความเสี่ยง และทำตัวให้พร้อมรับมือกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นด้วย

นายสรพล วีระเมธีกุลผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บมจ. หลักทรัพย์กสิกรไทย กล่าวว่า ในแง่ของการลงทุนหุ้นให้งอกเงยในปีหน้า 2 เรื่องที่ ต้องมอง คือ เงินเฟ้อและจีดีพี โดยหลักสำคัญที่ต้องรู้ คือ ให้ลงทุนในประเทศที่เงินเฟ้อมาจากฝั่งซัพพลาย หลีกเลี่ยงการลงทุนในประเทศที่มีเงินเฟ้อมาจากฝั่งดีมานด์ โดยไทยคือประเทศที่น่าลงทุนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 เนื่องจากเงินเฟ้อมาจากฝั่งซัพพลายและอยู่ในช่วงของความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การกลับมาใช้จ่ายมากขึ้นอีกครั้งหลังจากในช่วงที่ผ่านมาการใช้จ่ายชะลอตัว ซึ่งในสัดส่วนการลงทุน 60% ให้แบ่ง 30% เล่นหุ้นในไทย 15% ลงในอเมริกาฝั่งเทคโนโลยี และอีก 15% ลงในจีน ซึ่งควรซื้อหุ้น Domestic ฝั่ง A-share

นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มฮั่วเซ่งเฮง กล่าวว่า ทองคำยังเป็น Safe Heaven หรือสินทรัพย์หลบภัยที่ดีของนักลงทุน ซึ่งควรรอดูการประชุมธนาคารกลางสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหากส่งสัญญาณชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ถือเป็นช่วงที่ควรเริ่มกลับมาสะสมทองคำเพื่อหวังผลในปีหน้า ทั้งนี้ ควรหาจังหวะเข้าซื้อสะสม โดยแบ่งเงินลงทุนเป็นหลายส่วนคือ ส่วนที่ 1 ให้เข้าซื้อบริเวณ 1,600-1,614 เหรียญสหรัฐ ส่วนที่ 2-3 ให้เข้าซื้อเมื่อราคาปรับตัวลงต่ำกว่า 1,600 เหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ทองคำสามารถใช้เป็นสินทรัพย์ในการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้

Advertisement

นายพิริยะ สัมพันธารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฉลกดอทคอม จำกัด กล่าวว่า บิตคอยน์เป็นเทคโนโลยีที่ฆ่าไม่ตาย เป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าลงทุน ซึ่งหากอยู่ต่อได้อีก 30 หรือ 40 ปี จะเกิดอะไรขึ้นนั้น คือ สิ่งที่น่าจับตาดู โดยในปัจจุบันตัวเลขของการใช้งานยังเพิ่มขึ้นสูงมาก ซึ่งหากจะลงทุนหนึ่งสิ่งที่ควรพิจารณา คือ เรื่องของ 4 Year Cycle หรือการที่ทุกๆ 4 ปี บิตคอยน์จะมีการผลิตลดลงครึ่งหนึ่งหรือ Halving ซึ่งจะช่วยให้มีความแข็งแกร่งในแง่ของการเป็นสินทรัพย์สูงขึ้น และตามมาด้วยการแห่ซื้อของตลาด สำหรับคนที่ไม่ได้คิดจะลงทุนระยะสั้นหรือเก็งกำไรระยะสั้น และมีการป้องกันความเสี่ยงของตัวเองที่ดี ช่วงนี้ถือเป็นช่วงของการเก็บสะสม แต่สำหรับคนที่ต้องการลงทุน เทรด และเก็งกำไรจริงๆ อาจจะต้องรออีกสักระยะ เพื่อให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนจากตลาดก่อน