ดบ.ขาขึ้น ‘คลัง’ผวาหนี้เสียสั่งแบงก์ตรึง ‘โรงต้ม’พ้อปลดล็อกเหล้า-เบียร์ไม่พอ ร้องรัฐแก้เก็บภาษีซ้ำซ้อน
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% เป็นครั้งที่ 4 สถาบันการเงินต่างๆ พยายามตรึงอัตราดอกเบี้ยให้นานที่สุด โดยเฉพาะส่วนที่จะไปเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการหรือรายย่อย พยายามตรึงต่อเนื่อง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูเช่นกัน และรัฐบาลพยายามที่จะดูและเข้าไปช่วยบรรเทาผลกระทบให้ได้มากที่สุด เพราะเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว แต่ต้องยอมรับว่าเฟดคงไม่หยุดการปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ คาดว่ายังมีอีก 1-2 ครั้ง ดังนั้นต้องช่วยกันประคองให้ระบบการเงินของประเทศไทยไปต่อได้ และไม่เกิดหนี้เสียเพิ่มมากขึ้นไปอีก
ขณะที่ นายบวน การสร้าง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มตะกัวป่าสาโทไท อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น กล่าวถึงกรณีมีการประกาศใช้กฎกระทรวงการผลิตสุรา เพื่อเปิดกว้างการผลิตสุรา-เบียร์ ว่า การปลดล็อกการผลิตสุรา-เบียร์ เป็นเรื่องที่ดีมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้มีปัญหาการขออนุญาตค่อนข้างซ้ำซ้อน เมื่อใบอนุญาตหมดอายุจะต้องเริ่มดำเนินการใหม่ เสียเวลาทำเอกสาร รวมถึงการเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องจักร จำนวนแรงม้า และให้มีคนงานมากขึ้น จะช่วยให้ชุมชนสามารถเพิ่มการผลิตได้ทันความต้องการของลูกค้า แต่การเสียภาษีสรรพสามิต วิสาหกิจชุมชนต้องเสียซ้ำซ้อน ทั้งขายส่งและขายปลีก รวมถึงเสียภาษีทั้ง
รายปีและรายเดือน ถือเป็นต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง อยากให้รัฐบาลช่วยดูแลและสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนขนาดเล็ก เพื่อการพัฒนาการแข่งขันทางธุรกิจด้วย
ส่วน นางทองสุข ยะฟู ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสุรากลั่นทองสุข ต.สรอย อ.วังชิ้น กล่าวว่า หลังการปลดล็อกผลิตสุราชุมชนทำให้กลุ่มผู้ผลิตต่างตื่นตัวและเตรียมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ใน ต.สรอย มีโรงกลั่นสุรา 3 โรง ผลิตสุราจำหน่ายภายในชุมชน กำลังผลิต 1,000 ลิตรต่อเดือน ซึ่งยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้น การปลดล็อกมีผลดีแน่นอน เพื่อสามารถเพิ่มกำลังผลิตได้มากขึ้น แต่มีข้อเสียเช่นกัน เนื่องจากกฎหมายเปิดให้สามารถต้มเหล้าได้อย่างเสรี โดยกำหนดให้การผลิตที่ไม่ใช่เพื่อการค้า สำหรับการบริโภคเอง สามารถผลิตได้ไม่เกินปีละ 200 ลิตร เชื่อว่าจะไม่สามารถควบคุมได้ ปัญหาที่ตามมาคือจะมีการผลิตเกินและลักลอบจำหน่าย กลายเป็นการจำหน่ายสุราเถื่อน จะเกิดปัญหาเหมือนในอดีตขึ้นมาอีก การกำหนดให้ผลิต 200 ลิตรต่อปี เชื่อว่าจะไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างทั่วถึง และจะทำให้ยอดจำหน่ายสุราในพื้นที่ลดลง เพราะทุกคนที่มีความรู้ในการต้มสุราจะสามารถต้มเองได้

