หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘วิกรม’ ชี้ศก...

‘วิกรม’ ชี้ศก.ไทยปีนี้-ปีหน้าไม่สดใสเท่าที่ควร หลังตลาดโลกมีปัญหาต้นทุนพุ่ง-กำลังซื้อหด

4.11.22 | 08:35 น.

‘วิกรม’ ชี้ศก.ไทยปนี้-ปีหน้าไม่สดใสเท่าที่ควร หลังตลาดโลกมีปัญหาต้นทุนพุ่ง-กำลังซื้อหด

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายในงานสัมมนา Thailand – China Investment Forum ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2565 และปี 2566 นั้น ประเมินว่ายังไม่ได้สดใสมากเท่าที่ควร เนื่องจากตลาดโลกมีปัญหาในเรื่องของต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นแบบทั่วโลก ที่เป็นผลจากราคาน้ำมันและพลังงานปรับขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตและบริการสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังกำลังซื้อที่หดตัวลง รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมที่ไม่ดีมากนัก ก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องลดต้นทุนผ่านการเลิกจ้างพนักงาน เพราะต้นทุนที่แพงที่สุดคือ แรงงาน เกิดภาวะคนตกงานสูงขึ้น ยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้แย่ลงกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่รออยู่ รวมถึงยังมีเรื่องความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน หรือความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ที่สร้างความไม่มั่นใจว่า ในอนาคตจะบานปลายมากน้อยเท่าใด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นแรงเสียดทานของเศรษฐกิจโดยเฉพาะในปี 2566 นี้

นายวิกรม กล่าวว่า การรับมือในส่วนของภาคเอกชน คือ 1.ต้องบริหารจัดการเงินสดให้ดีที่สุด 2.การลงทุนเพิ่มเติมหากไม่มีความจำเป็นจริงๆ ก็อย่าใช้เงิน ซึ่งการลงทุนแต่ละครั้งจะต้องมีความรอบคอบสูงสุด เนื่องจากการลงทุนถือเป็นภาระ อาจทำให้ธุรกิจเกิดความเสี่ยงได้ ท่ามกลางผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 ที่เป็นวิกฤตแรก ต่อมาก็เจอสงครามระหว่างประเทศ และยังมีภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยรออยู่ด้วย ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีความเข้มแข็งมากนัก โดยเราคาดหวังว่า จะมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของภาคการท่องเที่ยว เพราะหากมองเศรษฐกิจทั้งโลกในระยะถัดไปอาจเกิดภาวะถดถอย ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น และคนตกงานมากกว่าปกติ หลังจากบริษัทต้องตัดต้นทุนเพราะแบกรับไม่ไหว แม้มีประเทศที่ดีมากกว่าเล็กน้อย เพราะเป็นแหล่งผลิตน้ำมัน แต่ในอนาคตก็อาจได้รับผลกระทบมากขึ้น หากไม่ได้เป็นพลังงานสะอาด อาทิ ถ่านหิน เพราะนโยบายโลกร้อนที่ทั้งโลกมีกฎเกณฑ์ใหม่ ในเรื่องการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น โดยเฉพาะภาวะโลกร้อน ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตเปลี่ยนไปด้วย เพราะหลายประเทศมีกฎเกณฑ์ใหม่ที่ต้องปรับปรุงระบบการผลิต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่ความสามารถในการสั่งซื้อไม่ได้ดีมากนัก เพราะภาพรวมเศรษฐกิจทรุดตัวอ่อนลง โดยถือว่าประเด็นเหล่านี้อาจทำให้เศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นหลัก จะได้รับผลกระทบแน่นอน

นายวิกรม กล่าวว่า หากประเมินภาพจากประเทศอื่นๆ ที่ยังสามารถเติบโตได้ดีท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่อาจเข้าสู่การถดถอย อาทิ อินโดนีเซีย เวียดนาม ที่มีเสถียรภาพทางสังคม การเมือง และนโยบายที่สนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐบาล ทำให้ประเทศนั้นๆ สามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้ดี ผ่านการใช้โนยบายดึงดูดการลงทุน โดยมองว่าประเทศไทยมีจุดแข็งในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติสูงมาก ทั้งในแง่ของพื้นที่ตั้ง ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ซึ่งไม่มีประเทศใดมีภูมิศาสตร์ที่ตั้งดีเท่านี้ รวมถึงไม่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติหนักๆ อย่างแผ่นดินไหว หรือไต้ฝุ่น และไทยถือว่ามีประวัติศาสตร์ที่ดีมาอย่างยาวนาน มีความอ่อนน้อมถ่อมต้น ปฎิบัติต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักลงทุนในทุกชาติด้วยดีแบบไม่แบ่งแยก นอกจากนี้ ยังมีการแพทย์ที่เข้มแข็งมาก สะท้อนจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐเท่านั้น ทำให้คนมีความเชื่อมั่นในการเดินทางเข้ามาไทยมากขึ้น ทัังในด้านการลงทุนและการท่องเที่ยว โดยหากเราสามารถรักษาสิ่งเหล่านี้ต่อไปได้ รวมถึงรักษาความปลอดภัย และความสงบไว้ได้ เราจะสามารถเติบโตได้ต่อไป

“ไทยจะต้องเรียนรู้แนวทางนโยบายจากประเทศที่มีการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติสูงๆ อาทิ สิงคโปร์ ดูไบ พวกเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ และความสะดวกในการลงทุนต่างๆ ให้เข้ามาปรับใช้เป็นนโยบายของไทยต่อไป เพื่อใช้เป็นนโยบายในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ซึ่งยกตัวอย่างเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไปลงทุนในสิงคโปร์ นับเป็นครึ่งหนึ่งของอาเซียน ซึ่งพูดได้เลยว่า เงินสดในสิงคโปร์ 100 เหรียญสหรัฐ เป็นของต่างชาติแล้วกว่า 60 เหรียญสหรัฐ ทำให้เศรษฐกิจของสิงคโปร์มีความเข้มแข็งมาก โดยอุตสาหกรรมดึงดูดการลงทุนหลักๆ อาทิ ภาคอสังหาริมทรัพย์ และยานยนต์ไฟฟ้า ที่เชื่อมั่นว่าเมื่อมีนักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น จะดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตได้” นายวิกรม กล่าว