‘แบงก์ชาติ’ เผยมหกรรมแก้หนี้ตอบโจทย์เจ้าหนี้-ลูกหนี้ หวังผลระยะยาวแก้หนี้ครัวเรือนยั่งยืน
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมพิธีเปิดงานมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน ครั้งที่ 1 เปิดเผยว่า การจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ในครั้งนี้เป็นเจตนารมณ์ของกระทรวงการคลังและ ธปท.ที่ต้องการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนที่เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยการเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ และมีผู้เข้าร่วมกว่า 1 แสนคน จำนวนบัญชี 2 แสนกว่าบัญชี เป็นจำนวนตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน แสดงให้เห็นว่ามีประชาชนต้องการเข้าร่วมแก้ไขหนี้ในหลายรูปแบบ โดย กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่สถานการณ์ทางการเงินตึงๆ อยู่แล้วก็คิดว่าถ้าไม่เข้าร่วมแก้ไขหนี้ก็อาจจะทำให้มีปัญหาในการชำระหนี้ โดยลูกหนี้ได้เข้ามาหารือผ่านทางออนไลน์ เมื่อลงทะเบียนกับ ธปท.แล้วจะส่งเรื่องให้กับเจ้าหนี้ที่เป็นธนาคารต่างๆ นอนแบงก์ หรืออื่นๆ เพื่อช่วยหาวิธีการที่เป็นไปตามกระบวนการของเจ้าหนี้
นายรณดลกล่าวว่า กลุ่ม 2 คือกลุ่มที่ไปไม่ไหวแล้ว ลูกหนี้ได้เข้าร่วมเพราะอาจจะโดนบังคับคดี หรือถูกฟ้องร้อง ก็ได้เข้าร่วมเพื่อไกล่เกลี่ยหนี้ ซึ่งการจัดมหกรรมและมีผู้เข้าร่วมก็เป็นเรื่องที่เห็นเจตนารมณ์และตอบโจทย์ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ต้องการเห็นแนวทางการแก้ไขที่ยั่งยืน และ ธปท.ต้องการเห็นการปรับโครงสร้างหนี้ที่ไม่ใช่เป็นลักษณะชั่วครั้งชั่วคราว เช่น การพักหนี้ หรือเมื่อมีการพักหนี้จบก็ทำให้มีหนี้ต่อ ดังนั้น จึงอยากเห็นการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว และดูตามศักยภาพของลูกหนี้ที่ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ ซึ่งการจัดงานนี้ก็สามารถตอบโจทย์ได้
นายรณดลกล่าวต่อว่า แนวโน้มผู้เข้าร่วมลงทะเบียนจนถึงสิ้นปี 2565 คาดว่าจะมีการลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง เพราะจากยอดที่มีอยู่ซึ่งคาดว่าน่าจะมีอีก เนื่องจากการที่มีการประชาสัมพันธ์และเกิดมหกรรมในวันนี้ ก็คงจะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกหนี้เห็นว่ามีกระบวนการการจัดการเป็นขั้นตอน จึงอยากเชิญชวนลูกหนี้ที่มีปัญหา เช่น ตึงไปแล้ว และมีปัญหาสามารถเข้ามาแก้ปัญหาหนี้ได้ นอกจากนี้ จะมีเนื่องอื่นๆ ที่สามารถทำได้โดยการสร้างความรู้ ความเข้าใจ เรื่องการประชาสัมพันธ์ที่จะมีการสัญจรอีก 4 แห่งจะช่วยเข้าถึงมากขึ้น

ขณะเดียวกันสำหรับลูกหนี้ที่เข้าสู่มาตรการแล้วไม่สามารถช่วยเหลือได้นั้น ตรงนี้หลังจาก ธปท.ได้ส่งข้อมูลไปให้เจ้าหนี้ในสถาบันการเงินต่างๆ แล้ว จะรอการตอบกลับข้อมูลของเจ้าหนี้ว่าสามารถช่วยเหลือได้มาก-น้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม ธปท.จะติดตามว่าข้อมูลลูกหนี้ที่ส่งไปให้จะได้รับการตอบรับและสนองตอบได้อย่างไร ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะลูกหนี้มีหลายลักษณะ การแก้ไขปัญหาอาจจะไม่ได้มีวิธีการแนวทางเดียวกัน
“กลุ่มลูกหนี้ที่เข้ามาจำนวน 1 แสนราย มีบัญชี 2 แสนบัญญชี ในจำนวนนี้คิดเป็น 1 รายต่อ 2 รายการ มีปัญหาหลายรูปแบบ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินเชื่อรายย่อย” นายรณดลกล่าว
นอกจากนี้ มาตรการปรับโครงสร้างหนี้เป็นมาตรการระยะยาว การผ่อนจะเป็นไปตามศักยภาพ ซึ่งการสิ้นสุดของโครงการยังไม่มีการสิ้นสุด ถ้าลูกหนี้จะเข้าร่วมโครงการนี้จะต้องติดตามศักยภาพการชำระหนี้ของลูกหนี้ต่อไป โดยโครงการนี้มีการตอบรับที่ดี อีกทั้งลูกหนี้ที่ออกไปมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว การขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เรื่องของนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทย ภาคการบริการที่ดีขึ้นจะส่งผลดีต่อลูกหนี้ที่ออกจากมาตรการไปได้
“การแก้ไขปัญหาในวันนี้ สิ่งที่อยากเห็นไม่อยากให้ลูกหนี้เข้าออกเข้าออก การตอบโจทย์การปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืนคือการทำให้การผ่อนชำระหนี้ของลูกหนี้เป็นไปตามรายได้ หรือศักยภาพของลูกหนี้เอง เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่อยากเห็น เพราะว่าการปรับโครงสร้างหนี้ลักษณะระยะสั้นไม่ยั่งยืน เช่น การพักหนี้ ก็อาจทำให้ลูกหนี้กลับมาเป็นหนี้เสียได้ ดังนั้น การที่สถาบันการเงินร่วมใจกันในวันนี้ก็เป็นวัตถุประสงค์ที่ดี” นายรณดลกล่าว
ทั้งนี้ กระแสตอบรับจากการจัดงานแบบออนไลน์คาดว่าเป็นได้ 2 รูปแบบ คือ 1.ถ้าเป็นลูกหนี้กลุ่มรายย่อยที่ไม่สะดวก การติดต่อผ่านออนไลน์จะได้รับการติดต่อผ่านสถาบันการเงินต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น 2.กลุ่มที่ต้องการคุยกับเจ้าหนี้ผู้ปล่อยสินเชื่อเพื่อไกล่เกลี่ยหนี้ด้วยตนเอง อาจจะเป็นกลุ่มที่มีปัญหาหนี้ไม่ได้เหมือนกับปัญหาทั่วไป แต่การเข้ามาจะช่วยให้เกิดการพูดคุยและสิ่งที่อยากเห็นเมื่อพูดคุยแล้วจะมีโซลูชั่นร่วมกันเป็นการตอบโจทย์ทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะอาจจะเป็นธนาคาร หรือธนาคารเฉพาะกิจ ที่มีลูกหนี้อยู่ต่างจังหวัด หรือลูกหนี้ที่ใกล้ชิดกับสาขาธนาคารก็อาจมีความไว้วางใจกันในการเจรจาแบบตัวต่อตัว ถือเป็นประโยชน์ทั้ง 2 ด้านในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ ขณะเดียวกันสำหรับหนี้เสีย (NPL) ยังไม่เห็นสัญญาณที่ผิดปกติ ยังทรงตัวปกติ และยังไม่เห็นแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งยังไม่เห็นความน่าเป็นห่วง

