‘เฉลิมชัย’ ประกาศนโยบายพัฒนาสหกรณ์ปี 2566 ชูยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตและเทคโนโลยีเกษตร ยึดหลักธรรมาภิบาลบริหารโปร่งใสเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบให้ที่ปรึกษารัฐมนตรี นายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นผู้แทนในการมอบนโยบายการปฏิบัติราชการในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ให้แก่ข้าราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในห้องประชุม 200 คน และผ่านระบบทางไกลไปทุกจังหวัดอีก 1,520 คน โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิศิษฏ์ ศรีสุวรรณ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นางสาวอัญมณี ถิรสุทธิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้การต้อนรับ
นายอลงกรณ์ได้แถลงนโยบายว่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตรและขับเคลื่อนงานสําคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการเกษตร มีเป้าหมายในการพัฒนาให้ “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น” โดยมุ่งเน้นให้ “เกษตรกรรวมกลุ่มกันช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปแบบของการสหกรณ์” สร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรของชุมชน
โดยส่งเสริมให้นําแนวทาง “การตลาดนําการผลิต การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และการนําเทคโนโลยีการเกษตรมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต” เพื่อลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างระบบการเงินการบัญชีที่มีเกณฑ์การตรวจสอบบัญชี ตามมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือได้ให้แก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรนําไปใช้ปฏิบัติ มีการกําหนดเกณฑ์การควบคุมภายในที่ดี การควบคุมและดูแลการดําเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร
ทั้งนี้ในปี 2565 สหกรณ์ทุกประเภทมีทุนดําเนินงานรวมกันเป็นเงินกว่า 1.785 ล้านล้านบาท และมีมูลค่าธุรกิจทุกประเภทรวมกันกว่า 3.58 ล้านล้านบาท มีสถาบันเกษตรกรจดทะเบียนเป็นสหกรณ์จํานวน 7,690 สหกรณ์ และกลุ่ม เกษตรกรจํานวน 4,110 แห่ง จํานวนสมาชิกรวมทั้งสิ้นกว่า 12 ล้านคน
ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมอบนโยบายการปฏิบัติงานในปีงบประมาณ 2566 ดังนี้
นโยบายด้านการส่งเสริมพัฒนาและการกํากับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร
1.ผลักดันให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการดําเนินธุรกิจกับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมากขึ้น
2.เพิ่มประสิทธิภาพในการดําเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ด้วยนโยบาย “การตลาดนําการผลิต” “เทคโนโลยีเกษตร 4.0” และ “การส่งเสริม การเกษตรแบบแปลงใหญ่” ไปเป็นเข็มทิศในการทํางาน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจําหน่าย ธุรกิจรวบรวมผลผลิต ธุรกิจการแปรรูปและธุรกิจบริการ จะช่วยให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง ส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น แก้ไขปัญหา การประกอบอาชีพในชุมชนได้อย่างยั่งยืน
3.การบริหารองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล กรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องร่วมมือกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์อย่างใกล้ชิด กํากับดูแล แนะนํา และการสร้างระบบบัญชีที่มีมาตรฐาน ลงพื้นที่เข้าตรวจการสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทุกแห่ง เข้าแนะนํา ตรวจสอบให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรปิดบัญชีได้ตามกฎหมาย สร้างความโปร่งใสในการบริหารงานของคณะกรรมการดําเนินการและฝ่ายจัดการ สร้างระบบควบคุมภายใน ระบบบริหาร จัดการความเสี่ยงและระบบตรวจสอบที่ดี ทําให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรปลอดการทุจริตให้มากที่สุด
4.การแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เมื่อตรวจพบสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีการทุจริตหรือข้อบกพร่อง กรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องรีบเข้าดําเนินการกํากับ สั่งการให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรแก้ไขข้อบกพร่องตามกฎหมายและขั้นตอนที่ได้รับมอบอํานาจอย่างมีประสิทธิภาพและแล้วเสร็จโดยเร็ว
5.พัฒนาระบบการตรวจสอบบัญชี เน้นการตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยนําเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ ยึดความถูกต้องในการทํางานไม่ต้องกังวล ในกรณีเกิดสถานการณ์ทุจริตให้เร่งดําเนินการเชิงรุกในการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นโดยสะดวกรวดเร็วและลดต้นทุนในการให้บริการสมาชิกส่งเสริมการออมในชุมชนนอกเหนือการให้กู้ยืม
2.นโยบายด้านการตรวจสอบทางการเงินและการบัญชี
1.พัฒนาระบบการตรวจสอบบัญชี การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นงานที่สําคัญที่ช่วยสร้างความโปร่งใส ให้แก่สถาบันสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ควรเน้นการตรวจสอบให้เป็นไปตาม มาตรฐานวิชาชีพ โดยนําเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจสอบ ในกรณีเกิดสถานการณ์ทุจริตให้เร่งดําเนินการ เชิงรุกในการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยอาจจัดทําเป็นทีมตรวจสอบเฉพาะกิจและร่วมแก้ไขปัญหากับกรมส่งเสริมสหกรณ์
2.ให้ความสําคัญกับการกํากับดูแลและตรวจสอบคุณภาพการสอบบัญชีสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ต้องมุ่งเน้นตรวจสอบคุณภาพงานของผู้สอบบัญชีให้เข้มข้น เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกําหนดด้านจรรยาบรรณ ในกรณีผู้สอบบัญชีปฏิบัติไม่เป็นไปตามมาตรฐาน หรือปฏิบัติงานบกพร่องให้ลงโทษอย่างจริงจัง
3.พัฒนาความสามารถด้านการเงินการบัญชี และการควบคุมภายในแก่สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และเกษตรกร เนื่องจากบัญชีเป็นผลลัพธ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสําเร็จของทุกอาชีพ
4.มุ่งพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีด้านการบัญชีเพื่อให้บริการแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร
สุดท้ายนี้ หวังว่าบุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทุกคน จะมีส่วนสําคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และร่วมกันผลักดันให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีคุณภาพ เป็นที่พึ่งของเกษตรกรและชุมชนได้อย่างยั่งยืนตลอดไป

