ฝังคาร์บอนใต้พิภพ
ลายแทงเน็ตซีโร่
ไทยสู้โลกร้อน
ควันหลงจากเวทีสัมมนา หัวข้อ Energy for Tomorrow วาระโลก-วาระประเทศไทย 2023 ของหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พบว่าทั้งภาครัฐและเอกชนไทยต่างให้ความสำคัญต่อหมุดหมายเดียวกัน นั่นคือ การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี 2050 (พ.ศ.2593) และก้าวไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions) ในปี 2065 (พ.ศ.2608)
หนึ่งในวิทยากรภาครัฐ วัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ระบุว่า การที่ไทยจะไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนมี 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1.กำหนดพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากกว่า 30% ในปี 2030 และหลังจากปี 2030 จะต้องเพิ่มมากกว่า 50% และในปี 2050 ต้องมากกว่า 50% และควบคู่กับดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) 2.ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ปี 2030 ต้องมีการใช้เพิ่มมากกว่า 50% เพื่อให้ปี 2040 รถอีวีน่าจะมาทดแทนยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน 100% ในกลุ่มรถใหม่
3.ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ปี 2030 จะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ปี 2040 เพิ่มเป็น 35% ส่วนในระยาว ปี 2050 ควรมากกว่า 40% และ 4.โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะการเข้ามาของระบบดิจิทัลต่างๆ จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานเดิม และเพิ่มตลาดใหม่ อาทิ สมาร์ทมิเตอร์ มีขนาดเล็กกระจายตัวไปทั่วประเทศ
จาก 4 องค์ประกอบ จะพบว่า ประเด็นการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) ถือเป็นเรื่องใหม่ที่หลายคนไม่ได้ยินบ่อยนัก นั่นเพราะเทคโนโลยีเริ่มมีการพูดถึงอย่างจริงจังในปีนี้นั่นเอง
ประเทศไทย มีบริษัท ผลิตและสำรวจปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เดินหน้าเรื่องนี้อย่างเต็มที่เมื่อปี 2564 ขณะที่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เดินหน้ามาสักระยะแล้ว
ข้อมูลจาก ปตท.สผ.ระบุว่า โครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) คือหนึ่งในแผนการดำเนินงานสำคัญของ ปตท.สผ. เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) สู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำตามเป้าหมายของบริษัทในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 และเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมและของประเทศ สอดคล้องกับการประกาศเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP26) เกี่ยวกับการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2608
CCS เป็นกระบวนการในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดในภาคอุตสาหกรรม และนำมากักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินอย่างถาวร โดยไม่ปล่อยกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ มีการบริหารจัดการ การติดตาม และตรวจสอบก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกกักเก็บอย่างเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยในทุกขั้นตอน
เทคโนโลยี CCS มีศักยภาพในการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ หลายประเทศจึงวางแผนให้เป็นเทคโนโลยีหลักในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ในปริมาณมากกว่าเทคโนโลยีรูปแบบอื่น
ประเทศไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาและพัฒนาโครงการ CCS โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2565 เห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอนของประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับประชาคมโลก โดยนำเทคโนโลยีด้านการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน มาประยุกต์ใช้ในภาคพลังงาน และภาคอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย
ปัจจุบัน ปตท.สผ.นำองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านธรณีวิทยาและวิศวกรรมศาสตร์ของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการ CCS โดยริเริ่มศึกษาและพัฒนาโครงการ CCS เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2564 ที่แหล่งอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการ
ขณะนี้เสร็จสิ้นขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility study) ซึ่งครอบคลุมด้านการตรวจสอบและประเมินความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนของชั้นหินใต้ดินเบื้องต้น ด้านการวางแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการดักจับและกักเก็บ ด้านแผนการเจาะหลุมสำหรับกักเก็บ รวมทั้งอยู่ในระหว่างการศึกษาทางวิศวกรรมเบื้องต้น (Pre-FEED study)
ปตท.สผ.คาดว่าจะสามารถเริ่มใช้เทคโนโลยี CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ได้ในปี 2569 จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียมได้ในปริมาณมาก
นอกจากนี้ ปตท.สผ.อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาโครงการ CCS ที่แหล่งลัง เลอบาห์ ในโครงการมาเลเซีย เอสเค 410บี ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่บริษัทค้นพบในประเทศมาเลเซียด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม โครงการ CCS ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ด้านนโยบาย ด้านกฎหมาย และปัจจัยส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะต้องได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและองค์กรหลายๆ ฝ่ายในการผลักดันและส่งเสริมการนำเทคโนโลยี CCS มาใช้ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมตามเป้าหมาย
นอกจากโครงการพัฒนา CCS ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการดำเนินงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ในการก้าวสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตแล้ว ปตท.สผ. ยังให้ความสนใจในโครงการพลังงานหมุนเวียนต่างๆ พลังงานใหม่ในอนาคต อาทิ ไฮโดรเจน รวมถึงการดักจับคาร์บอน และการนำมาใช้ประโยชน์ (Carbon Capture and Utilization หรือ CCU) อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้แผนงานข้างต้นสำเร็จตามเป้าหมาย ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ
เมื่อเมษายน 2565 ที่ผ่านมา ปตท.สผ. จึงได้ร่วมมือกับบริษัท อินเป็กซ์ คอร์ปอเรชั่น และเจจีซี โฮลดิ้งส์ คอร์ปอเรชั่น พันธมิตรที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการ CCS จากประเทศญี่ปุ่น โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ CCS ในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย เพื่อรองรับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของอุตสาหกรรมอื่นๆ ในอนาคต
เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 ปตท.สผ.ร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. ในโครงการศึกษาความเป็นไปได้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CCS Hub Model โดยจะเริ่มศึกษาในพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่ม ปตท. ที่ระยองและชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง (Nearshore) เพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมในกลุ่ม ปตท. และอุตสาหกรรมในพื้นที่ใกล้เคียง
เดือนกรกฎาคม 2565 ปตท.สผ.ร่วมประกาศจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS Technology Development Consortium) นำโดยศูนย์เทคโนโลยีและวิศวกรรมเพื่อเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green economy Technology & Engineering Center) หรือศูนย์ BCGeTEC คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อศึกษาพัฒนา และผลักดันการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี CCUS ให้กับประเทศไทย
โดยมีหน่วยงานจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เข้าเป็นสมาชิกร่วม ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด บริษัท สหวิริยาสตีล อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานภาครัฐและองค์กรสาธารณะร่วมทำงานในฐานะที่ปรึกษา
หากโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CCS สำเร็จตามเป้าหมาย จะเป็นเครื่องมือสำคัญขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ดันไทยผงาดในเวทีโลกต่อไป

