สศช. หารือ คลัง-สำนักงบ ดึงงบกลางปี’66 จัดแพคเกจปั๊มศก.โค้งสุดท้าย ลุยถก “จีน” เที่ยวไทย
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือร่วมกับสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง นำงบประมาณกลางปี 2566 เพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2565 จะใช้งบเท่าไร และเป็นรูปแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งเฟส 6 เราเที่ยวด้วยกันเฟส 5 ยังไม่ได้ข้อสรุป อีกทั้งรอนโยบายจากรัฐบาลด้วยว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ เนื่องจากต้องดูงบประมาณ การเงินและการคลังด้วย
มั่นใจเศรษฐกิจไทยฟื้น
ประกอบกับขณะนี้เศรษฐกิจไทยโดยรวมเริ่มฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆทั้งภาคการผลิต การลงทุน การท่องเที่ยว การส่งออก หลังการระบาดโควิด-19 คลี่คลาย และมีการเปิดประเทศ ดังนั้นการจะออกมาตรการต่างๆมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ก็ต้องดูว่าจะทำลักษณะไหน และต้องระมัดระวังด้วยว่าถ้ากระตุ้นมากจะดันดีมานด์มากเกินไปและกระทบต่อภาวะเงินเฟ้ออย่างไร
นายดนุชากล่าวว่า ปัจจุบันเริ่มเห็นการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) มีบริษัทผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เช่น เมอร์เซเดส เบนซ์ และบีเอ็มดับเบิลยู ได้ยื่นขอลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) คาดว่าต่อไปจะมีเข้ามาอีกจำนวนมาก จากมาตรการต่างๆที่จะดึงการลงทุนจากต่างชาติเข้ามา รวมถึงโครงการLTR Visa ที่เปิดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายน ดึงต่างชาติมีศักยภาพสูงด้านทักษะและความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีสมัยใหม่และผู้มีความมั่งคั่ง เข้ามาลงทุนได้วีซ่าระยะยาว 10 ปี จะเป็นการจูงใจให้ต่างชาติตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะใน 12 อุตสาหกรรมกลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลกำลังผลักดัน
คุย ”จีน” ส่งคนเที่ยวไทย
นายดนุชากล่าวว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตามนับจากนี้ไปถึงปี 2566 มีทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ได้แก่ ภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ราคาพลังงาน และสงครามความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งสถานการณ์ภายในประเทศหากยังไม่สถานการณ์อะไรมาทำให้มีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น สงครามรัสเซียกับยูเครนหากมีการยืดเยื้อหรือมีมาตรการคว่ำบาตรออกมาเพิ่มเติมอีก ส่วนการที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ขึ้นอัตรดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายนั้น เป็นสิ่งที่รับรู้กันอยู่แล้ว ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)มีแนวทางรองรับไว้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงมองว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ ไม่น่าจะมีเหตุอะไรที่ทำให้ช็อก
“ในปีหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงส่งจากการส่งออกและการท่องเที่ยว เนื่องจากในปี 2566 จีนจะเปิดประเทศ จะทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในปริมาณที่เพิ่มขึ้นจากปีนี้คาดว่าจะได้ 10 ล้านคน อย่างไรก็ตามถึงแม้นักท่องเที่ยวจีนยังไม่เข้ามา ยังมีนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นมาชดเชย เช่น อินเดีย มาเลเซีย ยุโรป แต่จะให้ถึงกลับมาอยู่ที่ปีละ 40 ล้านคนเหมือนก่อนมีโควิด คงต้องใช้เวลา เพราะทั่วโลกก็เจอวิกฤตโควิดเหมือนกัน ยังมีวิกฤตเงินเฟ้อ ตอนนี้แต่ละประเทศก็อยู่ในช่วงกำลังรีโคฟเวอร์ ซึ่งยังมั่นใจว่ายังไงจีนก็ต้องเปิดประเทศ เราพยายามจะคุยกับจีนเพื่อจะเปิดตลาดดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับเข้ามา ” นายดนุชากล่าว
นายดนุชายังประเมินถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยว่า โอกาสเกิดไม่น่าจะง่าย โดยโอกาสที่จะเกิดจะเป็นเฉพาะพื้นที่ และเป็นภูมิภาค เช่น ยุโรป อเมริกา ส่วนประเทศไทยมองว่าท่ามกลางวิกฤตต่างๆ ต้องเป็นกลาง เพื่อใช้โอกาสนี้ดึงนักลงทุนอุตสาหกรรมต่างๆจากต่างประเทศย้ายฐานการผลิตมาที่ประเทศไทย
กูรูคาดตลาดกังวลบาทอ่อนหนัก
สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาทวันที่ 5 พฤศจิกายน เปิดตลาดที่ 37.35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาทยังค่อนข้างผันผวน และประเด็นสำคัญคือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและไทยห่างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเฟดปรับดอกเบี้ยขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ไทยจะปรับดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น จึงเป็นปัจจัยกดดันให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวน อย่างไรก็ตาม หากค่าเงินบาทมีความผันผวนมากขึ้น อาจมีความจำเป็นที่ ธปท.เข้าไปดูแลค่าเงิน เพราะที่ผ่านมา ธปท. เข้าแทรกแซงค่าเงินส่งผลให้ทุนสำรองลดลงในอัตราที่เร็วขึ้น ทั้งนี้จากทุนสำรองที่ลดลงยังไม่มีความกังวลว่าสถานการณ์จะคล้ายกับช่วงวิกฤตปี 2540 เนื่องจากทุนสำรองของไทยขณะนี้แม้จะลดลงแต่จำนวนเงินคงเหลือยังคงเพียงพอ และไทยมีหนี้ต่างประเทศต่ำจึงไม่มีความกังวล
“ความน่ากังวลจะเป็นการคาดการณ์ของตลาด เมื่อเห็นเงินทุนสำรองลดลง หลัง ธปท. เข้าแทรกแซงค่าเงิน จะทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าหาก ธปท.ไม่เข้าแทรกแซงค่าเงินบาท อาจจะอ่อนลงมากกว่าระดับที่เป็นอยู่ และเมื่อค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนลงมากขึ้น นักลงทุนจึงเลือกเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ออกไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น แม้จะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในตลาดการเงิน แต่เป็นเรื่องที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจต่อการถือครองสินทรัพย์เช่นกัน” นายพิพัฒน์กล่าว

