GULF ควักเงิน 10,873 ล้าน คว้า THCOM ซื้อหุ้นจาก INTUCH-ทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ 9.92 บาท
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 อนุมัติให้บริษัทฯ และ/หรือ บริษัท กัลฟ์ เวนเชอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ซื้อหุ้นสามัญใน บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM จาก บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH จำนวนทั้งสิ้น 450,870,934 หุ้น คิดเป็น 41.13% ของหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ THCOM ในราคาหุ้นละ 9.92 บาท คิดเป็นจำนวนเงินรวมประมาณ 4,472.64 ล้านบาท
ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทคาดว่า จะเข้าลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับ INTUCH โดยไม่ชักช้าภายหลังจากที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท
นอกจากนี้ ซื้อหุ้นสามัญส่วนที่เหลือทั้งหมดของ THCOM โดยการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ THCOM จำนวนทั้งสิ้น 645,231,020 หุ้น คิดเป็น 58.87% ของหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ THCOM ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการ เข้าถือครองหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ (รวมทั้งที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม) ในราคาเดียวกันกับราคาซื้อหุ้นสามัญ THCOM จาก INTUCH (ราคาหุ้นละ 9.92 บาท) โดยคิดเป็นจำนวนเงินรวมประมาณ 6,400.69 ล้านบาท และ/หรือการซื้อหุ้นสามัญ THCOM ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ในราคาที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ และ/หรือราคาอื่นใด และ/หรือวิธีอื่นใด ซึ่งมีมูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้นประมาณ 10,873.33 ล้านบาท
สำหรับเงินทุนที่ใช้สำหรับธุรกรรมการซื้อขายหุ้นนั้นจะเป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในกิจการ และ/หรือวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงิน และ/หรือการออกหุ้นกู้ และ/หรือตราสารหนี้อื่นๆ
ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวมีความน่าสนใจและเหมาะสมกับบริษัทในหลายมิติ ทั้งด้านยุทธศาสตร์ การเติบโต และเพิ่มศักยภาพการต่อยอดไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนี้
1.เป็นการลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ซึ่งมีโอกาสในการพัฒนาธุรกิจได้หลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง
2.เป็นบริษัทไทยที่ประกอบธุรกิจในหลากหลายประเทศ ไม่ได้อิงรายได้จากภายในประเทศ (Local based) เพียงอย่างเดียว
และ 3.มีโอกาสในการต่อยอดไปสู่ธุรกิจ New Space ที่มีศักยภาพการเติบโตในอนาคต
ด้าน นายปฐมภพ สุวรรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THCOM กล่าวว่า การที่ GULF อาจจะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทในอนาคต บริษัทมีความเห็นว่า GULF เป็นบริษัทที่มีความมั่นคง และมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งมีศักยภาพที่จะสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทให้เติบโตได้ต่อไป
ขณะที่ THCOM รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 3/2565 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2565
ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 481 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 122.8% และเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) ที่มีกำไรสุทธิที่ 216 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีกำไรจากธุรกิจหลัก (กำไรจากการดำเนินงานซึ่งไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนจากการร่วมค้า และรายการพิเศษอื่น) ที่ 528 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากผลขาดทุน (88) ล้านบาท สำหรับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า สาเหตุหลักจากต้นทุนค่าเสื่อมราคาดาวเทียมและค่าสัมปทานที่ลดลง ชดเชยกับรายได้ที่ลดลงจากลูกค้าบรอดคาสต์
ไตรมาสที่ 3/2565 บริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการเป็นจำนวน 762 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับรายได้ 737 ล้านบาทในไตรมาส 2/2565 (QoQ) เนื่องมาจากรายได้ค่าบริการเพิ่มขึ้นจากลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งเป็นบริการต่อเนื่องระยะยาว โดยบริษัทมีกำไรจากธุรกิจหลัก อยู่ที่ 190 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาส 2/2565 ที่ 200 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 121 ล้านบาท ลดลง 60.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2565 ที่ 309 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการบันทึกการด้อยค่าของดาวเทียมในไตรมาสที่ 3/2565 เป็นจำนวน 259 ล้านบาท
สืบเนื่องจากแนวโน้มอุตสาหกรรมด้านความต้องการบริการบรอดคาสต์โดยทั่วไปที่ลดลง ประกอบกับความล่าช้าในการขอใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียมในต่างประเทศจากกระบวนการที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้การขายช่องสัญญาณล่าช้ากว่าแผนธุรกิจเดิม ในขณะที่ไตรมาส 3/2565 บริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นจำนวน 314 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 36.8% จาก 229 ล้านบาทในไตรมาส 2/2565 (QoQ) จากค่าเงินบาทไทยที่ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ เนื่องจากบริษัทมีสินทรัพย์ที่เป็นเงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐมากกว่าหนี้สิน
เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 3/2564 (YoY) รายได้จากการขายและการให้บริการลดลง 17.7% จาก 925 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักจากการลดลงของลูกค้าบรอดคาสต์ในประเทศ ประกอบกับการขายโครงการซึ่งเป็นการให้บริการแบบครั้งคราว (occasional service) ที่เกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3/2564 ทั้งนี้กำไรจากธุรกิจหลักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 950.1% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 3/2564 จำนวน 18 ล้านบาท เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างต้นทุนจากการสิ้นสุดลงของสัมปทานดาวเทียม ซึ่งทำให้ต้นทุนค่าเสื่อมราคาดาวเทียมและต้นทุนค่าสัมปทานลดลง อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิในไตรมาสปัจจุบันปรับตัวลดลง 17.0% จาก 146 ล้านบาทในไตรมาส 3/2564 ซึ่งเป็นผลกระทบจากการด้อยค่าของดาวเทียมดังกล่าว
ในช่วงไตรมาส 3/2565 บริษัทลงนามสัญญาร่วมเป็นพันธมิตรกับ Orbital Insight บริษัทชั้นนำด้านการให้บริการข้อมูลภูมิสารสนเทศ (Geospatial) จากสหรัฐอเมริกา โดยจะร่วมกันให้บริการนำข้อมูลทางเทคโนโลยีอวกาศต่างๆ มาวิเคราะห์ข้อมูลกิจกรรมบนพื้นโลก ผ่านแพลตฟอร์ม Geospatial Analytics แก่ลูกค้าทั้งในประเทศไทยและภูมิภาค โดยแพลตฟอร์มของ Orbital Insight เป็นแหล่งรวมข้อมูลจากเทคโนโลยีอวกาศและพื้นโลก จากผู้ให้บริการที่หลากหลายครอบคลุมทั่วโลก เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลระบุพิกัดตำแหน่งจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ ระบบหรืออุปกรณ์ติดตามเรือ รวมถึงข้อมูล IoT อื่นๆ
โดยจะนำข้อมูลต่างๆ มาประมวลผลด้วยเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning (ML) เพื่อใช้สำหรับการวิเคราะห์กิจกรรมบนพื้นโลก (ภูมิสารสนเทศ) ซึ่งผลจากการวิเคราะห์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์แก่ลูกค้าทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการบริหารจัดการภาคส่วนต่างๆ เช่น การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การบริหารจัดการสาธารณูปโภคเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน รวมถึงการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์สำหรับภาคธุรกิจ
โดยความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้ สอดคล้องกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของไทยคม ที่มุ่งเน้นการพัฒนาและขยายบริการร่วมกับพันธมิตร เพื่อช่วยเสริมศักยภาพและต่อยอดการให้บริการของไทยคมสู่ตลาดใหม่ในฐานะผู้ให้บริการชั้นนำในภูมิภาคด้านเทคโนโลยีอวกาศ (Regional Space Tech Company) อีกทั้ง การนำเทคโนโลยี geospatial มาประยุกต์ใช้ จะมีส่วนช่วยในการนำข้อมูลต่างๆ มาใช้เพื่อการวางแผน และประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ สร้างประโยชน์แก่ลูกค้าของไทยคมทั้งภาครัฐและเอกชน และส่งเสริมการพัฒนาประเทศในยุคดิจิทัล
นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 3/2565 สมาคมประกันวินาศภัยไทย ร่วมมือกับบริษัทเพื่อพัฒนาระบบเทคโนโลยีจากดาวเทียมสำรวจทรัพยากร Earth Observation (EO) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในงานประกันภัยข้าวนาปี นำร่องในพื้นที่ 6 จังหวัด คือ ขอนแก่น นครราชสีมา นครสวรรค์ นครศรีธรรมราช ร้อยเอ็ด สุโขทัย โดยได้กำหนดให้เป็นพื้นที่นวัตกรรมและข้อมูล (Sandbox Areas) รวม 3 ล้านไร่ เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาศึกษา วิเคราะห์ และประเมินผลในการรับมือกับภัยธรรมชาติต่างๆ ก่อนขยายออกสู่พื้นที่อื่นๆ ครอบคลุมพื้นที่ประกันภัยข้าวนาปีทั่วประเทศไทย
ในส่วนของกลุ่มบริษัทในเครือ บริษัท ลาว เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (แอลทีซี) ในประเทศลาว มีจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ ณ สิ้นไตรมาส 3/2565 รวมทั้งสิ้น 2.23 ล้านราย เพิ่มขึ้นจาก 2.01 ล้านราย ณ สิ้นปี 2564 และยังคงมีส่วนแบ่งในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นอันดับหนึ่ง โดยแอลทีซี มีการฟื้นตัวที่ดีเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มีการเติบโตของกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นจากการเปิดตัวแบรนด์ T-PLUS และมีกำไรจากการดำเนินงานปกติอย่างต่อเนื่อง

