‘ภากร’ ชี้ศก.ฟื้น-ผลประกอบการบจ.ดี ดึงเงินทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง
นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย จากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา ปรับตัวดีขึ้นมาก เนื่องจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นแบบเคเซฟ ทำให้เห็นบริษัทที่เกี่ยวกับการส่งออกและกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวดีขึ้น ขณะเดียวกัน ก็มีหลายบจ.ที่กำลังฟื้นตัว หลังนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเที่ยวไทยมากขึ้น
ซึ่งในปีนี้ไทยคาดว่าจะมีนักเที่ยวต่างชาติเข้ามาทั้งปีที่ 10 ล้านคน ทำให้บริษัทในธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม โลจิสติกส์ และการบริโภคภายในประเทศจะฟื้นตัวขึ้นมา จึงเห็นทิศทางเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ตั้งแต่ต้นปี 2565 ยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทย และเข้ามามากในเดือนสิงหาคม – กันยายน ประมาณ 5 พันล้านเหรียญ เพราะเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทยที่ฟื้นตัวขึ้นได้ตามภาพรวมเศรษฐกิจ
“แนวโน้มเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติยังอยู่ในตลาดหุ้นไทย โดยขณะนี้ยังไม่เห็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจขึ้น ทำให้ตลาดเชื่อว่าเงินลงทุนต่างชาติยังจะไหลเข้ามาอีก เพราะตลาดหุ้นไทยยังเข้มแข็ง อัตราดอกเบี้ยก็ยังปรับขึ้นไม่มาก หนี้สาธารณะต่อจีดีพียังไม่สูง เงินสำรองเงินตราระหว่างประเทศยังสูง สถานะของธนาคารพาณิชย์ยังแข็งแรง หนี้ไม่ก่อรายได้ (NPL) ต่ำ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ค่อนข้างแข็งแรง ยกเว้นหากมีเหตุการณ์จากภายนอกเกิดขึ้นรุนแรงและกระทบการลงทุน เม็ดเงินก็อาจไหลไปยังตลาดที่มีเสถียรภาพมากที่สุดแทน” นายภากร กล่าว
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. เปิดเผยว่า ตัวเลขเศรษฐกิจจริงของสหรัฐ กลับมาขยายตัวในไตรมาส 3/65 ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปเริ่มชะลอลงแต่ยังสูงกว่าระดับเป้าหมายนโยบายการเงิน ทำให้ผู้ลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีกในปี 2566 อีกทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในปี 2566 ลงจาก 2.9% ไปที่ 2.7%
พร้อมส่งสัญญาณกังวลความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยซึ่งเป็นผลจากนโยบายการเงินที่ตึงตัวเพื่อชะลอเงินเฟ้อ ทำให้ต้นทุนการเงินโลก และค่าเงินดอลล่าร์ปรับตัวแข็งค่า อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการฟื้นตัวของประเทศอื่นๆ ที่สถานะเศรษฐกิจยังเปราะบาง ไม่สามารถต้านทานความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย จนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง และมีความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มสูงขึ้น
นายศรพล กล่าวว่า ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2565 ดัชนีปิดที่ระดับ 1,608.76 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนก่อนหน้า โดยปรับเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค และเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564 ปรับลดลงอยู่ที่ 2.9% โดยใน 10 เดือนแรกปี 2565 ได้แรงสนับสนุนจากอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากการกลับมาเปิดเมือง โดยในเดือนตุลาคม 2565 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 64,036 ล้านบาท ลดลง 27.5% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน และ 10 เดือนแรกปี 2565 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 80,208 ล้านบาท โดย ผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 7,467 ล้านบาท ทำให้ใน 10 เดือนแรกปี 2565 ผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวม 153,931 ล้านบาท โดยผู้ลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6

