รัฐอัดมาตรการรับ-รุก เตรียมแหล่งน้ำต้องมา วางแผนปลูกต้องมี สกัดภัยแล้งปีหน้าเต็มสูบ!!

14.11.22 | 09:17 น.
รัฐอัดมาตรการรับ-รุก เตรียมแหล่งน้ำต้องมา วางแผนปลูกต้องมี สกัดภัยแล้ง

รัฐอัดมาตรการรับ-รุก เตรียมแหล่งน้ำต้องมา วางแผนปลูกต้องมี สกัดภัยแล้งปีหน้าเต็มสูบ!!

ผ่านไปแล้วกับฤดูฝนที่สร้างความเสียหายด้านพืชกว่า 60 จังหวัด ตีเป็นมูลค่ากว่า 5,062 ล้านบาท ทำเอาคนไทยต่างสะบักสะบอมได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ มีอาชีพที่มั่นคง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่เสียหายหนักมาก

จากฝนสู่หนาว ภายหลังกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ขึ้นชื่อว่าฤดูหนาวสิ่งที่พ่วงมาด้วยทุกปีคือความกังวลต่อปัญหา ภัยแล้ง วงจรสภาพอากาศของไทยที่รุนแรงขึ้นทุกปีพอๆ กับปัญหาน้ำท่วม

⦁ชป.จัดสรรน้ำป้องปัญหาภัยแล้ง
แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐ หรือนักวิชาการเอง จะประเมินว่าภัยแล้งปี 2565 ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมชลประทาน (ชป.) ที่กำกับดูแลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้ารับมือเต็มที่ โดย ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ให้ข้อมูลว่า กรมได้วางแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2565/66 ทั้งประเทศ ตามปริมาณน้ำต้นทุนรวม 43,740 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยแบ่งเป็น น้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม รวม 27,685 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 63% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อสำรองน้ำไว้ต้นฤดูฝนปี 2566 รวม 16,055 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 37% ของปริมาณน้ำต้นทุน ขณะนี้ มีการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2565/66 ทั้งประเทศไปแล้ว 862 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 4% ของแผนเฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 135 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 2% ของแผน

ปัจจุบันพื้นที่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก รวมทั้งภาคกลาง ได้เข้าสู่ฤดูแล้งแล้ว จึงได้กำชับไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ เร่งเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำ พร้อมวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่ เฝ้าระวังและเตรียมจัดหาแหล่งน้ำสำรอง รวมทั้งวางแผนเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือเฝ้าระวังในจุดเสี่ยงขาดแคลนน้ำ ที่สำคัญให้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานในท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ ทำการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำและแผนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้เกษตรกรและประชาชนรับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำให้ชุมชน ให้สามารถมีน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตรไปตลอดช่วงฤดูแล้งนี้

Advertisement

⦁เร่งพัฒนาแหล่งน้ำลดผลกระทบ
ทั้งนี้ หากเจอเป็นรายพื้นที่พบว่า ปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร เริ่มเพาะปลูกข้าวนาปรังแล้ว โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาวังยาง-หนองขวัญ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ขนาด 12 นิ้ว จำนวน 5 เครื่อง บริเวณหน้าประตูระบายน้ำวังยาง-หนองขวัญ เพื่อสูบน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานก่อนกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตรได้อย่างทั่วถึง โดยหลังจากนี้กรมจะดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือในบริเวณอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อลดผลกระทบพี่น้องเกษตรกรและกลุ่มผู้ใช้น้ำให้มากที่สุด

ขณะที่ สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เผยถึงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อลดผลกระทบภัยแล้งว่า สำหรับความก้าวหน้าของแผนการพัฒนาหนองหาร จังหวัดสกลนคร ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี รวมระยะเวลา 10 ปี (ปี 2563-72) จำนวน 62 แผนงานหรือโครงการ ดำเนินการโดย 14 หน่วยงาน ซึ่งผลการดำเนินงานปี 2563-65 แล้วเสร็จ 19 โครงการ โดยในปี 2563 มีจำนวน 4 โครงการ ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด เช่น โครงการสำรวจความลึกของท้องน้ำหนองหาร และโครงการกำจัดวัชพืชลอยน้ำในหนองหาร ระยะที่ 2 เป็นต้น ซึ่งเมื่อปี 2564 ได้รับงบประมาณ จำนวน 11 โครงการ แล้วเสร็จ 9 โครงการเช่น โครงการขยายเขตจำหน่ายน้ำบ้านดอนเชียงคูณ หมู่ 5 ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.สกลนคร เป็นต้น

ส่วนในปี 2565 ได้รับงบประมาณจำนวน 4 โครงการ แล้วเสร็จ 2 โครงการ เช่น โครงการกำจัดวัชพืชลอยน้ำในหนองหาร (บริเวณโดยรอบโรงบำบัดน้ำเสียทั้ง 2 แห่ง) เป็นต้น และแผนในปี 2566 มีจำนวน 30 โครงการ ได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้วจำนวน 4 โครงการ และมีแผนปี 2567 อีกจำนวน 34 โครงการ ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการขับเคลื่อนแผนงานหรือโครงการตามข้อสั่งการโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์พื้นที่ในการหน่วงและกักเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบให้กับประชาชนในช่วงฤดูแล้งนี้ด้วย

⦁รัฐโชว์10มาตรการรับมือ
เมื่อตัดภาพมาที่การดูแลของฝั่งรัฐบาล เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบและเห็นชอบมาตรการรองรับฤดูแล้ง 2565/66 และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงในปี 2566 เพื่อแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการสร้างอาชีพ รายได้ และการจ้างแรงงานให้กับประชาชน หรือผู้ได้รับผลกระทบ ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติหรือ กนช.เสนอ โดยโครงการดังกล่าวมี สาระสำคัญ แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านน้ำต้นทุน ด้านความต้องการใช้น้ำและด้านการบริหารจัดการ จำนวน 10 มาตรการ ดังนี้

1.เร่งเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำทุกประเภท คือการสูบน้ำเป็นทอดๆ จากแหล่งน้ำไปสู่พื้นที่เป้าหมาย ส่วนเกินในช่วงปลายฤดูฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง 2.เฝ้าระวังและเตรียมจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำ พร้อมทั้งติดตามและประเมินสถานการณ์ตลอดฤดูแล้ง 3.ปฏิบัติการเติมน้ำโดยจัดทำแผนปฏิบัติการฝนหลวง และปฏิบัติการเติมน้ำใต้ดินในพื้นที่ที่มีศักยภาพ 4.เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชน ที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 5.สร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์สถานการณ์และแผนบริหารจัดการน้ำ 6.ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนพร้อมสรุปบทเรียน

⦁รัฐมองข้ามช็อตรับมือฝนทิ้งช่วง
7.กำหนดแผนจัดสรรน้ำและพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน และควบคุมการใช้น้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบนให้เป็นไปตามแผนและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดคล้องในกรณีที่ฝนขาดช่วง 8.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคการเกษตร 9.เตรียมน้ำสำรองสำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนอง โดยการสนับสนุนจัดสรรน้ำเตรียมแปลงเพาะปลูกนารอบที่ 1 (นาปี) และจัดทำแผนการรับน้ำเข้า-ออกพื้นที่ลุ่มต่ำในการเพาะปลูกพืชและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ 10.เฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก แม่น้ำสายรอง รวมถึงแหล่งน้ำที่รับน้ำจากภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และชุมชน รวมทั้งเตรียมแผนปฏิบัติการรองรับกรณีเกิดปัญหาและแจ้งเตือนพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ภัยแล้งปี 2565/66 จะไม่น่าห่วงก็จริง แต่ก็ประมาทกับคำว่า ภัยธรรมชาติ ไม่ได้ ต้องมาดูกันว่ามาตรการที่รัฐสร้างเป็นเกราะป้องกันไว้จะเอาอยู่หรือไม่ หรือจะเป็นภัยกระทบกับประชาชนซ้ำซ้อนเหมือนเก่า…ต่อไป