หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดเบื้องหลั...

เปิดเบื้องหลัง MORE หุ้นอวตาร ร่างเดิม DNA เกี่ยวโยงทุจริต บิตคอยน์

14.11.22 | 13:50 น.

เปิดเบื้องหลัง MORE หุ้นอวตาร ร่างเดิม DNA เกี่ยวโยงทุจริต บิตคอยน์

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังก่อนตัดสินใจซื้อขายหุ้น MORE หรือหุ้นบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) เนื่องจากพบว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 สภาพการซื้อขายมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างผิดปกติ โดยเปิดตลาดที่ราคา 2.90 บาท จากนั้นราคาปรับตัวลดลงต่อเนื่องจนราคาต่ำสุด (Floor) ที่ราคา 1.95 บาท โดยตลอดทั้งวันมีมูลค่าซื้อขายสูงถึง 7,142 ล้านบาท เป็นอันดับ 1 ของมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งตลาด (SET และ mai) ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สอบถามพัฒนาการที่อาจส่งผลกระทบต่อการซื้อขาย โดย MORE ได้ชี้แจงผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงก่อนเปิดการซื้อขายภาคบ่ายว่าไม่มีพัฒนาการสำคัญใด ๆ อย่างไรก็ตาม เช้าวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 ราคาลดลงต่อเนื่อง เปิดตลาดที่ราคา Floor ที่ 1.37 บาท และปิดตลาดภาคเช้าที่ราคาดังกล่าว

จนกระทั่งต่อมาในช่วงเช้าของวันที่ 14 พฤศจิกายน นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท. และนายพิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ต้องออกมาแถลงข่าวเพื่อหาแนวทางในการแก้ไข สุดท้ายคือการสั่งหยุดการซื้อขายหุ้น MORE เป็นเวลา 1 วัน ขณะเดียวกันตลท. ได้หารือร่วมกับบริษัทสมาชิก สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อตรวจสอบธุรกรรมเกี่ยวกับหลักทรัพย์ MORE ว่ามีการทำธุรกรรมอะไรที่ผิดปกติหรือไม่อย่างไร

ทั้งนี้สำหรับ MORE ประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัท สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักได้แก่ 1. ธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน (energy saving) และธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับพลังงานทดแทน (renewable energy) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท และบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท พี เพาเวอร์ แพลนท์ จำกัด และบริษัท อีเอสพี รี-ไล้ฟ์ แบตเตอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด 2.ธุรกิจวางระบบน้ำประปาเพื่อบริหารจัดการน้ำประปาบนเกาะเสม็ด ซึ่งดำเนินการและบริหารจัดการโดยบริษัทย่อยคือ บริษัท เสม็ด ยูทิลิตี้ส์ จำกัด และ 3.ธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ดำเนินการโดยบริษัทย่อยคือ บริษัท มอร์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (ชื่อเดิม คือ บริษัท ดีเอ็นเอ เรฟโวลูชั่น จำกัด)

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมาเป็น MORE นั้น บริษัท ดังกล่าวมีชื่อเดิมว่า บริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) หรือ DNA ซึ่งในช่วงปี 2561 บริษัท ดีเอ็นเอ มีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการเข้าไปพัวพันกับการฉ้อโกง “บิตคอยน์” ของนักธุรกิจชาวฟินแลนด์วงเงินประมาณ 800 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีพฤติกรรมความไม่โปร่งใสในการขายทรัพย์สิน ขณะที่ราคาหุ้นทรุดลงอย่างหนัก เนื่องจากคณะกรรมการ (บอร์ด) DNA อยู่ระหว่างผลักดันมติ การขายหุ้น บริษัท ดีเอ็นเอ รีเทล ลิ้งค์ จำกัด (DRL) ซึ่งบริษัทถืออยู่ในสัดส่วน 79.99 % ของทุนจดทะเบียน ในราคา168 ล้านบาท ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินอิสระมีความเห็นว่า ผู้ถือหุ้น DNA ไม่ควรอนุมัติการจำหน่ายหุ้น DRL แต่บอร์ดบริษัทไม่สนใจยืนยันที่จะขายทรัพย์สินให้ได้ ขณะที่ราคาหุ้น DNA ก็ดิ่งลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

จนต่อมา DNA ได้แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 อนุมัติให้นำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 ในวันที่ 24 ธ.ค.2561 เปลี่ยนชื่อบริษัท จากเดิม บริษัท ดีเอ็นเอ 2002 เป็นบริษัทมอร์ รีเทิร์น และเปลี่ยนชื่อย่อหลักทรัพย์จาก “DNA” เป็น “MORE”

Advertisement

ซึ่งการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ดูเหมือนว่า ต้องการลบภาพหุ้นโยงธุรกรรมบิตคอยน์ นั่นเอง พร้อมกันนี้ ก็ได้มีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยนายสามารถ ฉั่วศิริพัฒนา ผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้ขายหุ้นสัดส่วน 15.05% ของทุนจดทะเบียนให้นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน)

โดยภาพรวมข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 มีจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด 3,754 ราย คิดเป็นการถือหุ้นแบบไร้ใบหุ้น 96.47% โดนผู้ถือหุ้นรายย่อย ณ วันที่ 16 มีนาคม 2565 มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) 6,039 ราย คิดเป็นการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย 42.72%

ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ 10 ลำดับแรกประกอบด้วย

1.นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ 1,547 ล้านหุ้น สัดส่วน 23.69%

2.บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 886 ล้านหุ้น สัดส่วน 13.57%

3.นายศิริศักดิ์ ปิยทัสสีกุล 742 ล้านหุ้น สัดส่วน 11.37%

4.นายอภิมุข บำรุงวงศ์ 586 ล้านหุ้น สัดส่วน 8.98%

5.นายวสันต์ จาวลา 431 ล้านหุ้น สัดส่วน 6.61%

6.นาย สามารถ ฉั่วศิราพัฒนา 279 ล้านหุ้น สัดส่วน 4.27%

7.UOB KAY HIAN PRIVATE LIMITED จำนวน 193 ล้านหุ้น สัดส่วย 2.97%

8.นางสาวอรเก้า ไกยสิทธิ์ 136 ล้านหุ้น สัดส่วน 2.08%

9.นาย เอกภัทร พรประภา 122 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.87% และ

10.น.ส.จิระวรรณ ไชยพงศ์ผาติ 85.13 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.30%

และการที่หุ้นมีการซื้อขายผิดปกติ ทั้งที่ไม่มีการทำธุรกรรมใดๆ ที่พิเศษนั้น หลายฝ่ายมองว่า เรื่องดังกล่าวอาจจะเป็นเพราะการเลือกตั้งกำลังใกล้เข้ามาแล้ว วิธีการที่หาเงินมาใช้ได้ง่ายที่สุด ก็ คือการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง