‘พฤกษา’ โชว์รายได้ Q3 โต 12% พิษเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ฉุดยอดขายบ้านต่ำ 7 ล้าน ลดลง 20%
เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน นายอุเทน โลหชิตพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2565 มีรายได้รวม 6,832 ล้านบาท เติบโต 12% เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิ 619 ล้านบาท เติบโต 87% เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันมีโครงการเปิดขายอยู่ 129 โครงการ รวมมูลค่า 69,400 ล้านบาท มียอดขายรอโอน 13,300 ล้านบาท เป็นทาวน์เฮ้าส์ 18,000 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 25,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 9,000 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 3 ทำรายได้ 6,430 ล้านบาท เติบโต 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีรายได้จากการโอนคอนโดมิเนียม 3 โครงการ ทำยอดขายได้ 2,858 ล้านบาท รอโอนอีก 4 โครงการในไตรมาส4 ได้แก่ แชปเตอร์ จุฬา-สามย่าน, ไพรเวซี่ จตุจัตร, พลัมคอนโด พระราม 2, พลัมคอนโด สุขุมวิท 62 มูลค่า 6,300 ล้านบาท
นายอุเทนกล่าว่า นอกจากนี้ ในไตรมาส 4 นี้จะเปิดขาย 11 โครงการใหม่ รวมมูลค่า 7,800 ล้านบาท ประกอบด้วย ทาวน์เฮ้าส์ 7 โครงการ มูลค่า 3,600 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 3 โครงการ มูลค่า 2,700 ล้านบาท และ คอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 1,500 ล้านบาท
“ธุรกิจอสังหาฯในไตรมาส 3 กลุ่มระดับกลาง-ล่าง ราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท ได้รับผลกระทบจากมาตรการรัฐ เช่น อัตราเงินเฟ้อ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย การเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ลูกค้าชะลอการตัดสินใจซื้อ ส่งผลยอดขายลดลง 20% แต่ตลาดพรีเมียมยังเพิ่มขึ้นเพราะมีความต้องการสูง คาดไตรมาส 4 จากมาตรการ LTV จะหมดสิ้นปีนี้ การตรึงอัตราดอกเบี้ยและการจัดโปรโมชั่นต่างๆ จะเป็นตัวกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ ส่งผลดีต่อบ้านพร้อมอยู่ราคาเดิมของพฤกษามีกว่า 10,000 ล้านบาท ทำให้ยอดขายไตรมาส 4 กลับมาเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะระดับกลาง-ล่าง เป็นตลาดใหญ่ของพฤกษา แต่ยังคงมีปัจจัยลบต้องเฝ้าระวังทั้งเงินเฟ้อ ต้นทุนและดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งพฤกษาปรับดีไซน์บ้านใหม่ให้อยู่ในราคาที่ลูกค้าเข้าถึงง่ายขึ้น” นายอุเทนกล่าว
นายอุเทนกล่าวว่า สำหรับการลงทุนบริษัทในปี 2566 จะมีโครงการเปิดขายใหม่สูงกว่าปีนี้ทั้งปี และกลับมาเน้นกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนต่างจังหวัดจะไม่มีการลงทุนเพิ่ม มีเฉพาะโครงการเก่ามีอยู่แล้วที่เชียงใหม่ โคราช ภูเก็ต นอกจากนี้ จะปรับวิธีการลงทุนใหม่ โดยจะรีสต๊อกที่ดินรอพัฒนา มีมูลค่าสามารถพัฒนาโครงการได้ถึง 65,000 ล้านบาท ให้สอดคล้องกับโครงการเปิดขายในปัจจุบัน เพราะมองว่ายังสามารถสร้างรายได้อีก 3-5 ปี จะไม่ซื้อที่ดินทุกโซนเหมือนที่ผ่านมา
นายอุเทนกล่าต่อว่า ส่วนธุรกิจด้านสุขภาพในไตรมาส 3 มีรายได้ 330 ล้านบาท เติบโต 276% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้จากบริการทางการแพทย์ในกลุ่มโรคที่ไม่เกี่ยวกับโควิดได้สูงสุดนับจากเริ่มดำเนินกิจการเมื่อปีที่ผ่านมา และมีการขยายบริการไปยังกลุ่มคนไข้ใหม่ และจากการจัดตั้งแผนกให้บริการผู้ป่วยต่างชาติ ทำให้มีสัดส่วนคนไข้ต่างชาติที่เพิ่มขึ้น 23% และสิ้นปีนี้โรงพยาบาลวิมุตมีแผนเพิ่มเตียงผู้ป่วยจาก 100 เตียง เป็น 125 เตียง รองรับความต้องการที่มากขึ้น

