หน้าแรก เศรษฐกิจ อานิสงส์ขึ้นร...

อานิสงส์ขึ้นราคา-ค่าบาทอ่อน ดันยอดขาย 9 เดือน ‘มาม่า’ พุ่ง 1.9 หมื่นล้าน

14.11.22 | 16:10 น.

อานิสงส์ขึ้นราคา-ค่าบาทอ่อน ดันยอดขาย 9 เดือน ‘มาม่า’ พุ่ง 1.9 หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา “มาม่า” แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถึงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2565 และงวด 9 เดือน ปี 2565

มียอดขายรวมสำหรับไตรมาส 3/2565 จำนวน 6,905.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.65 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนยอดขายรวม 9 เดือนของปี 2565 อยู่ที่ 19,600.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,627.97 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 9.06 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

แยกตามสายผลิตภัณฑ์ สินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในประเทศไทยมียอดขาย 2,763 ล้านบาท และตลาดส่งออกต่างประเทศ 1,314.78 ล้านบาท, สินค้าเบเกอรี่ ในประเทศมียอดขาย 1,922.73 ล้านบาท, สินค้าขนมปังกรอบ ในประเทศมียอดขาย 150.59 ล้านบาท ตลาดส่งออกต่างประเทศ 29.72 ล้านบาท, สินค้าน้ำผลไม้ ในประเทศมียอดขาย 61.10 ล้านบาท ยอดขายต่างประเทศ 189.67 ล้านบาท และ สินค้าบรรจุภัณฑ์ ยอดขายตลาดในประเทศ 308.76 ล้านบาท ตลาดต่างประเทศ 10.69 ล้านบาท

เมื่อแยกวิเคราะห์ยอดขาย ไตรมาสที่ 3/2565 เทียบกับไตรมาสที่ 3/2564 ตามประเภทสินค้าและพื้นที่พบว่ารายได้จากการขายสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศและต่างประเทศมียอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.54 และร้อยละ 17.03 ตามลำดับ

มีสาเหตุหลักมาจากการการปรับราคาขายเพิ่มขึ้น รวมถึงมูลค่าการขายสินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้นจากการอ่อนค่าของเงินบาท ส่วนสินค้ากลุ่มบรรจุภัณฑ์มียอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.53 ซึ่งเติบโตตามสภาวะตลาดโดยรวม

Advertisement

ด้านต้นทุนขายสำหรับไตรมาสที่ 3/2565 มีจำนวน 4,931.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 794.78 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.21 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน และสำหรับต้นทุนขายงวด 9 เดือนของปี 2565 บริษัทมีต้นทุนขายอยู่ที่ 14,075.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,340.47 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.94 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เนื่องจากราคาวัตถุดิบหลักปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น สัดส่วนต้นทุนขายต่อรายได้จากการขาย สำหรับไตรมาสที่ 3/256 และงวด 9 เดือน เท่ากับร้อยละ 71.42 และ 71.81 ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้าอยู่ที่ร้อยละ 64.49 และ 65.29 ตามลำดับ

ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร สำหรับไตรมาสที่ 3/2565 มีจำนวน 968.50 ล้านบาท ลดลง 29.37 ล้านบาท คิดเป็นลดลงร้อยละ 2.94 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน โดยค่าใช้จ่ายที่ลดลงสาเหตุเกิดจากการค่าระวางเรือที่ลดลง เมื่อเปรียบเทียบเป็นสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้จากการขายสำหรับไตรมาสที่ 3/2565 และ 3/2564 เท่ากับร้อยละ 14.02 และ 15.55 ตามลำดับ

ขณะที่กำไรสุทธิ บริษัทมีกำไรสุทธิ ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท สำหรับไตรมาสที่ 3/2565 จำนวน 789.75 ล้านบาท ลดลง 194.58 ล้านบาท คิดเป็นลดลงร้อยละ 19.77 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน และมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ระดับร้อยละ 11.44 ของยอดขาย ซึ่งต่ำกว่าไตรมาสที่ 3/2564 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 15.34 ซึ่งเป็นสาเหตุมาจากต้นทุนวัตถุดิบยังคงอยู่ในระดับที่สูง และเมื่อพิจารณาผลประกอบการงวด 9 เดือนของปี 2565 บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิ จำนวน 1,954.73 ล้นบาท ลดลง 752.58 ล้านบาท หรือร้อยละ 27.80 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า