หุ้นมอร์ป่วน-สอบซื้อ 4 พันล. ดึง ‘ปปง.-ก.ล.ต.’ คุ้ยธุรกรรม
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า ตามที่ตลาดหลักทรัพย์พบว่าหลักทรัพย์บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) (MORE) มีการซื้อขายผิดปกติไปจากช่วงก่อนหน้า และได้ติดตามให้ MORE ชี้แจงข้อมูล รวมทั้งได้แจ้งเตือนให้ผู้ลงทุนใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา รวมถึงขอให้บริษัทสมาชิกเพิ่มมาตรการในการกำกับดูแลการซื้อขายในหลักทรัพย์ดังกล่าว ล่าสุด ตลท.เห็นควรให้หยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ MORE วันที่ 14 พฤศจิกายน 2565 ก่อน
“เนื่องจากในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวเกี่ยวกับหลักทรัพย์ MORE เป็นจำนวนมาก และมีความคลาดเคลื่อนจนอาจทำให้เกิดความสับสน ดังนั้น เพื่อให้ผู้ลงทุนได้มีโอกาสรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับหลักทรัพย์ MORE จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องและครบถ้วน จึงเห็นควรหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ MORE ในวันนี้” นายภากรกล่าว
นายภากรกล่าวว่า ตลท.ได้หารือร่วมกับบริษัทสมาชิก สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อตรวจสอบธุรกรรมเกี่ยวกับหลักทรัพย์ MORE อาจเข้าข่ายเป็นรายการที่ผิดปกติ อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทสมาชิกบางรายในระดับที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับขนาดของบริษัทสมาชิกและปริมาณธุรกรรมที่เกิดขึ้น ผ่านบริษัทสมาชิกรายนั้น ปัจจุบันบริษัทสมาชิกทุกรายยังสามารถให้บริการกับผู้ลงทุนได้ตามปกติ ตลท.ขอเรียนว่า แม้จะมีเหตุการณ์ผิดปกติดังกล่าว แต่การชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ทุกหลักทรัพย์ ระหว่างบริษัทสมาชิกและสำนักหักบัญชียังคงดำเนินการไปตามปกติ
นายภากรกล่าวว่า สำหรับการพบความผิดปกติอย่างไรตั้งแต่แรกจนถึงขั้นตอนการหยุดพักซื้อขายนั้น เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ต้องใช้ในการสืบสวนต่างๆ จึงไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่เรากำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเรื่องอยู่ และสงสัยว่ามีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเกิดขึ้น ในส่วนของมูลค่าความเสียหายที่คาดการณ์นั้นยังไม่ขอพูดถึงเพราะเกี่ยวข้องกับการสืบสวน แต่กรณีนี้ถือเป็นกรณีหลักที่สามารถตั้งเป็นพื้นฐานได้ว่า ต่อไปจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้อย่างไร
นายภากรกล่าวว่า หลักทรัพย์ MORE มีขนาดมูลค่าของหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท มีปริมาณผู้ถือหุ้นรายย่อย (ฟรีโฟลท) 50% หรือ 5,000 ล้านบาท แต่ตลาดหลักทรัพย์มีขนาด 20 ล้านล้านบาท ทำให้เราสามารถเสนอได้ว่า ตลาดหลักทรัพย์ยังมีความมั่นคง คำสั่งทุกอย่างยังเป็นไปตามปกติ ยกเว้นคำสั่งของหลักทรัพย์ MORE เท่านั้น จึงอยากยืนยันกับนักลงทุนว่า อย่ากังวล ทั้งคำสั่งการชำระเงิน หรือการส่งมอบหลักทรัพย์ต่างๆ
นายภากรกล่าวว่า ความเชื่อมั่นระหว่างโบรกเกอร์และตลาดหลักทรัพย์ตรงนี้ไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ที่มีปัญหาตอนนี้คือการซื้อขายของนักลงทุนกับโบรกเกอร์ที่ต้องตรวจสอบว่ามีปัญหาจริงหรือไม่ ส่วนฐานะการเงินของโบรกเกอร์นั้น ขั้นตอนของคำสั่งซื้อ-ขาย สามารถส่งมอบและจ่ายเงินได้ตามปกติ แต่ต้องติดตามขนาดของโบรกเกอร์ที่ไม่เท่ากัน ทำให้คำสั่งมีมากน้อยไม่เท่ากันด้วย แต่สิ่งที่เห็นในตอนนี้คือยังไม่มีปัญหา และการบริการก็ยังเป็นปกติ
นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่า เห็นปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ MORE เป็นจำนวนมากในวันที่ 10-11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาปรับลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงมีการพิจารณาว่าอาจเข้าข่ายการกระทำที่ผิดปกติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาจทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และการใช้บริการต่างๆ โดยสมาชิกของสมาคมได้ร่วมหารือกับหน่วยงานกำกับดูแล อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก.ล.ต.และ ปปง. เพื่อพิจารณาหาแนวทางการตรวจสอบธุรกรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ยืนยันว่าสมาชิกทุกรายยังสามารถให้บริการลูกค้าได้ตามปกติ เพราะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์การกำกับดูแลเดียวกัน และทุกรายให้ความร่วมมือในการตรวจสอบธุรกรรมที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร และเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
“หากมีธุรกรรมใดผิดปกติ เราจะดำเนินการตามข้อกฎหมายที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน ส่วนการปรับปรุงเพื่อแก้ไขจุดอ่อนก็จะดำเนินการต่อไป อยากสร้างความมั่นใจว่าบริษัทหลักทรัพย์เราสามารถให้บริการต่อไปได้ เพราะธุรกรรมประเภทนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออย่างมากต่อธุรกรรมทั้งหมด เนื่องจากเป็นธุรกรรมเดียวเท่านั้น และไม่ได้มีขนาดมูลค่าของหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมใหญ่มากนัก หากเทียบกับภาพรวมของตลาด แม้เป็นธรรมชาติที่จะเกิดความกังวลบ้าง แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพปกติได้” นายพิเชษฐกล่าว
นายพิเชษฐกล่าวว่า รายการคำสั่งที่ลูกค้าไม่จ่ายเงินให้กับโบรกเกอร์ ความจริงมีเกิดขึ้นทุกวัน และมีกระบวนการหรือขั้นตอนในการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่สำหรับรายการนี้ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกตินั้น ก็ต้องตรวจสอบต่อไป เพราะกฎหมายบอกว่าต้องทำ กรณีเกิดการไม่จ่ายเงินตามสัญญาจะมีวิธีจัดการ อาทิ ลูกค้ามีทรัพย์สินอะไรบ้างในการหักราคาซื้อขาย ถือเป็นวิธีปกติที่ทำอยู่ สุดท้ายหากลูกค้ามีทรัพย์สินไม่เพียงพอในการชำระก็ต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องกันต่อไป ส่วนกรณีว่าผู้ซื้อและผู้ขายมีความเกี่ยวเนื่องกัน จะขึ้นอยู่กับกฎหมายที่มีหลายแง่มุมต่อไป

