หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.กางผลศึกษา...

พณ.กางผลศึกษาชู ‘ขมิ้น’ สมุนไพร โปรดักส์แชมป์เปี้ยน เพื่อเศรษฐกิจไทย

15.11.22 | 10:55 น.

พณ.กางผลศึกษาชู ‘ขมิ้น’ สมุนไพร โปรดักส์แชมป์เปี้ยน เพื่อเศรษฐกิจไทย

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อํานวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ทำการศึกษาและวิเคราะห์โอกาสทางการค้าสินค้าขมิ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง (Product Champion) สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย ทั้งวัตถุดิบสมุนไพร เครื่องเทศ สารสกัด น้ำมันหอมระเหย อีกทั้งสามารถเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงร่างกาย และเครื่องสำอาง

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาดูแลรักษาสุขภาพ และสนใจผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ เป็นปัจจัยสำคัญส่งผลให้สมุนไพรเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมสมุนไพรได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ สะท้อนให้เห็นจากมูลค่าค้าปลีกสินค้าสมุนไพรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูล Euromonitor International ระบุว่า ในปี 2564 การค้าปลีกสินค้าสมุนไพรในตลาดโลก (Retail Value RSP) มีมูลค่ารวม 53,868 ล้านเหรียญสหรัฐ และตลาดไทยอยู่อันดับที่ 8 ของโลก (รองจากจีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี อิตาลี และไต้หวัน) โดยการค้าปลีกสินค้าสมุนไพรในตลาดไทย มีมูลค่า 1,425.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าในปี 2565 จะมีมูลค่า 1,543.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวที่ร้อยละ 8.31

Advertisement

ทั้งนี้ สถานการณ์การค้าขมิ้นของโลก ในปี 2564 การค้าขมิ้นของโลกมีมูลค่า 366.78 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศผู้ส่งออก 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.อินเดีย (ร้อยละ 61.5) 2.เนเธอร์แลนด์ (ร้อยละ 4.3) 3.เวียดนาม (ร้อยละ 3.4) โดยไทยเป็นผู้ส่งออกขมิ้น อันดับที่ 15 ของโลก มีมูลค่าการส่งออก 2.88 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 0.8 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของโลก ตลาดส่งออกสำคัญของไทย คือ อินเดีย มีสัดส่วนร้อยละ 66.1 ของมูลค่าการส่งออกขมิ้นทั้งหมดของไทย รองลงมา คือ สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 19.3) และเนเธอร์แลนด์ (ร้อยละ 6.4) ตามลำดับ สำหรับการนำเข้า ไทยนำเข้าขมิ้นเป็นมูลค่า 1.19 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยนำเข้าจากเมียนมา ร้อยละ 65.2 ของมูลค่าการนำเข้าขมิ้นทั้งหมดของไทย รองลงมา คือ อินเดีย (ร้อยละ 29.9) และอินโดนีเซีย (ร้อยละ 2.8) ตามลำดับ

ซึ่งการศึกษาโอกาสทางการค้าสินค้าสมุนไพรไทย จะช่วยให้เกษตรกรหรือผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด เพื่อเพิ่มโอกาสการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารของไทย ซึ่งโดดเด่นและมีชื่อเสียงในระดับโลก

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า สนค. จัดทำข้อเสนอแนะเพื่อสร้างโอกาสทางการค้าสินค้าสมุนไพร แบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่

ด้านการเพาะปลูก เมื่อพิจารณาปริมาณการส่งออกและนำเข้าขมิ้นของไทย พบว่า ปี 2564 ไทยส่งออก 1,280.77 ตัน และนำเข้า 2,007.97 ตัน จะเห็นว่าไทยมีความต้องการนำเข้าขมิ้นจากต่างประเทศ จึงเป็นโอกาส

ให้เกษตรกรไทยปลูกขมิ้นเป็นพืชทางเลือกในการสร้างรายได้ และสามารถทดแทนการนำเข้า รวมทั้งภาครัฐต้องส่งเสริมการปลูกให้ได้มาตรฐาน (เช่น มาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร) ส่งเสริมให้เพาะปลูกในจังหวัดที่ดินมีความเหมาะสมสำหรับการปลูกขมิ้น (เช่น อาทิ สระแก้ว กำแพงเพชร และอุดรธานี) ตามระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-map) ส่งเสริมเกษตรกรรวมกลุ่มในลักษณะแปลงใหญ่ และส่งเสริมการปลูกให้ได้ราคาดี เช่น ขมิ้นสายพันธุ์ที่มีสารเคอร์คูมินอยด์สูง ขมิ้นอินทรีย์ ตลอดจนการปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ

ด้านการแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่ม สนค. พบว่าราคาส่งออกขมิ้นของไทยมีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2564 มีราคาส่งออกเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 2,244 เหรียญสหรัฐ/ตัน เทียบกับราคาส่งออกเฉลี่ย 5,806 เหรียญสหรัฐ/ตัน และ 4,062 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในปี 2556 และ 2560 ตามลำดับ ดังนั้น ไทยควรศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าจากประเทศที่มีราคาส่งออกเฉลี่ยต่อหน่วยสูง อาทิ ญี่ปุ่น (111,313 เหรียญสหรัฐ/ตัน) สหรัฐอเมริกา (6,373 เหรียญสหรัฐ/ตัน) ซึ่งเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านการเกษตรและเทคโนโลยีการแปรรูป และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการแปรรูปสมุนไพรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งเสริมการผลิตสารสกัดที่ได้มาตรฐานเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรม ส่งเสริมให้มีระบบตรวจสอบย้อนกลับสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค เชื่อมโยงหน่วยงานวิจัยกับเกษตรกรหรือผู้ประกอบการ เพื่อทราบความต้องการจากภาคการผลิตให้ผลงานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ผลักดันให้เกิดการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ปรับเปลี่ยนจากการส่งออกในรูปแบบวัตถุดิบเป็นสินค้ามีมูลค่าสูง รวมทั้งเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ขมิ้นหรือสมุนไพรแปรรูปอื่น ๆ กับการท่องเที่ยว อาทิ ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงาม เป็นต้น

ด้านการตลาด เพิ่มช่องทางการตลาดเชิงรุก เชื่อมโยงเกษตรกรกับภาคอุตสาหกรรมและบริการ
ใช้ระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) เพื่อความมั่นคงทางรายได้ของเกษตรกร สำหรับด้านการส่งออก ปัจจุบันไทยส่งออกไปอินเดีย เป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 66.1 (อินเดียมีราคานำเข้าเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 1,316 เหรียญสหรัฐ/ตัน) ไทยจึงควรเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปตลาดอื่น ๆ โดยตลาดที่มีราคานำเข้าเฉลี่ยต่อหน่วยสูง อาทิ นิวซีแลนด์ (7,610 เหรียญสหรัฐ/ตัน) สหรัฐอเมริกา (4,755 เหรียญสหรัฐ/ตัน) แคนาดา
(3,940 เหรียญสหรัฐ/ตัน) ซาอุดีอาระเบีย (3,320 เหรียญสหรัฐ/ตัน) เยอรมนี (2,585 เหรียญสหรัฐ/ตัน) และเนเธอร์แลนด์ (2,104 เหรียญสหรัฐ/ตัน) เป็นต้น นอกจากนี้ เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออก ต้องติดตามแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลิตสินค้าให้ตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“ขมิ้นของไทยหากได้รับการส่งเสริมที่ดี มีโอกาสในการพัฒนาและสร้างมูลค่าการค้าให้สูงขึ้นได้อีกมาก โดยทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา ชุมชน และเกษตรกร ต้องบูรณาการการทำงานและให้ความร่วมมือกัน ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ รวมถึงสร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ (อาทิ เพิ่มมูลค่าเป็นสารสกัดขมิ้น น้ำมันหอมระเหย เพื่อเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสินค้า ทั้งกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม อาหารเสริม และเครื่องสำอาง) ตลอดจนการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสมุนไพรของไทย และเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างแข็งแกร่งต่อไป”นายพูนพงษ์ กล่าว