ดร.วิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซนต์เมด จำกัด (มหาชน) หรือ SMD เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2565 (กรกฎาคม-กันยายน) ว่าบริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการบริการ จำนวน 442.46 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 68.45 ล้านบาท ชะลอลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเล็กน้อย แต่ถือว่าทำได้ดีเกินคาด แม้รายได้จาก ATK จะหดตัวลงเมื่อเทียบกับต้นปีนี้ ผลักดันให้ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 มีรายได้รวม 1,841.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 656.47 ล้านบาท หรือยอดขายเพิ่มขึ้น 55.41% กำไรสุทธิ 291.89 ล้านบาท กำไรเติบโตขึ้น 10.28% นับเป็นการโชว์ฟอร์มทำสถิติมีรายได้และกำไร 9 เดือนแรกสูงสุดต่อเนื่อง และคาดการณ์ผลประกอบการในไตรมาสสุดท้ายของปียังคงมีแนวโน้มที่ดีต่อ ซึ่งได้รับผลบวกจากความต้องการสินค้าเครื่องมือแพทย์ที่ใช้สำหรับรักษาโรคยากและซับซ้อนเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงกำลังพัฒนาสินค้าพร้อมเปิดตัว ATK นวัตกรรมใหม่ที่แรกในไทย ตรวจได้ทั้งเชื้อ COVID-19 และ Influenza A+B (SARS-CoV-2 and Influenza A+B Antigen Combo Rapid Test) ซึ่งจะมีออกมาจำหน่ายทั้งแบบ professional use สำหรับโรงพยาบาลและแบบ home use สำหรับตรวจด้วยตัวเอง คาดว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดีจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนและสายพันธุ์ XBB ที่เริ่มกลับมาระบาดหนักใหม่ในหลายๆประเทศ ซึ่งมาพร้อมกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A+B
“ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ป่วยหลายคนมีอาการคล้ายโควิด แต่เมื่อตรวจด้วย ATK COVID-19 แล้วให้ผล Negative ทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่าป่วยเป็นอะไร แยงจมูกเก็บตัวอย่างถูกต้องหรือไม่ เป็นแค่หวัดธรรมดาที่หายได้เอง หรือเป็นไข้หวัดใหญ่ที่ต้องไปพบแพทย์กินยา จึงพัฒนา ATK นวัตกรรมใหม่ดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหานี้ให้กับประชาชน”
ทั้งนี้ ในไตรมาส 3 /2565 รายได้จากการขายแยกตามกลุ่มบริษัทฯ มีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มสินค้าด้านเวชบำบัดวิกฤต คิดเป็นสัดส่วน 46.41% กลุ่มการช่วยหายใจและเวชศาสตร์การนอนหลับคิดเป็นสัดส่วน 21.83% กลุ่มหทัยวิทยาคิดเป็นสัดส่วน 5.78% กลุ่มเครื่องมือแพทย์ทั่วไป คิดเป็นสัดส่วน 24.66% และกลุ่มสมาร์ทฮอสพิทอล คิดเป็นสัดส่วน 1.13% เป็นต้น โดยมีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าที่เป็นภาครัฐ 58% และลูกค้าภาคเอกชน 42%
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SMD กล่าวถึงไตรมาส 4 ปีนี้ว่า บริษัทฯยังลุยงานอย่างเต็มที่เพื่อเป้ารายได้รวมในปีนี้ที่ 2,000 ล้านบาท และปีหน้ามีอัตราเติบโตไม่น้อยกว่า 10% โดยบริษัทฯยังเดินหน้าต่อยอดธุรกิจเดิมรวมถึงขยายธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตแบบสมดุล ยั่งยืน และรุ่งเรือง ผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่
1.เพิ่มและเน้นสินค้าใหม่สำหรับผู้ที่หายป่วยจาก Covid แล้ว แต่ยังคงมีอาการ Long COVID ที่พบได้ในอัตราที่ค่อนข้างสูงในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการขณะป่วยมากยิ่งมีโอกาสเกิด Long Covid มากขึ้นเท่านั้น เครื่องมือที่เกี่ยวเนื่องสำหรับการรักษา เช่น เครื่องตรวจสมรรถภาพปอดระดับสูง (Lung Function Test) แบบ Bodystik, เครื่องเพิ่มสมรรถภาพการไหลเวียนโลหิต (EECP), และเครื่องผลิตออกซิเจนขนาดเล็กแบบพกพาติดตัว (Portable Medical Oxygen Concentrator), เครื่องบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูง (Hyperbaric Chamber) เป็นต้น
2.ธุรกิจบริการให้เช่าเครื่องมือแพทย์ ในลักษณะการเช่าซื้อ (Leasing) รองรับความต้องการของโรงพยาบาลภาครัฐ โรงเรียนแพทย์ รวมทั้งโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ต่างๆ ตอบโจทย์เทรนด์ Aging Society ซึ่งประเทศไทยกำลังจะมีผู้สูงอายุเป็นสัดส่วนที่มากขึ้นในอนาคต
3.ธุรกิจด้านซอฟแวร์ทางการแพทย์ (Health Tech) ถือเป็นการนำระบบซอฟต์แวร์ Telemedicine ต่างๆ มาเชื่อมต่อระหว่างเครื่องมือแพทย์เพื่อไปสู่ Hospital Information System ของโรงพยาบาล รวมถึงการจัดจำหน่ายระบบ Hospital Information System โดยบริษัทฯ ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัท อีซีฟาย เทคโนโลยี จำกัด ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ระบบ EzHMIS เป็นระยะเวลา 3 ปี (ลงนามในสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2565) นอกจากนี้ยังคงอยู่ระหว่างการศึกษาโปรเจค Health Tech อื่นๆเพื่อเป็นทางเลือกในการทำธุรกิจแบบไม่หยุดอยู่กับที่
และ4.ธุรกิจจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ Selfcare ผ่านเครื่อง Vending Machine ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบต่างๆให้พร้อม และดีลสถานที่วางกับโรงพยาบาลต่างๆ คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายประมาณปี 2566 โดยเป็นการขายสินค้าอุปกรณ์สำหรับใช้ดูแลสุขภาพด้วยตัวเองที่บ้าน เช่น เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิตอล เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย ปรอทวัดไข้ดิจิตอล วิตามิน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และ ATK เป็นต้น ผ่านช่องทางตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) โดยเฟสแรกจะเน้นการวางตู้ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่

