ธปท.ชี้จีดีพีไตรมาส 3/65 โตเกิน 3% ย้ำไม่เคยเบาใจเหตุเงินบาทผันผวน
เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวหลังจากการร่วมเสวนาหัวข้อ Fireside Chat on Monetary Policy ในงาน Bloomberg Business Summit ว่า จากเศรษฐกิจไตรมาส 3/2565 ที่มีแนวโน้มดีขึ้นจากช่วงไตรมาส 1 และ 2/2565 ทั้งในแง่ของไตรมาสต่อไตรมาส และนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยมากกว่าตัวเลขที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 9.5 ล้านคน ซึ่งตัวเลขอาจจะมากกว่านี้ จึงคาดว่าแรงส่งดังกล่าว จะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาส 3/2565 เร่งขึ้นมากกว่า 3% จากไตรมาสก่อนหน้าที่คงระดับ 2% หากรวมการขยายตัวที่ผ่านมา จึงคาดว่าเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2565 มีทิศทางที่ดีขึ้น
นายปิติ กล่าวว่า คาดว่าแนวนโยบายทางการเงินที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงจัดเป็นแนวทางที่ไม่เซอร์ไพรส์ตลาด อย่างไรก็ตามก็มีมุมมองที่เปลี่ยนแปลงจากการประชุมครั้งก่อน โดยเรื่องที่มีความสำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจโลกที่มีพัฒนาการชะลอลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจในยุโรป ทั้งนี้ จากการผันผวนที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก เนื่องจากแรงส่งทางเศรษฐกิจของไทยที่มีอยู่คือการกลับมาของนักท่องเที่ยว รวมถึงการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ในภาพใหญ่จะยังไม่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก
“สำหรับนโยบายทางการเงินได้ดำเนินการตามสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้ดำเนินการช้าเกินไป เพราะดำเนินการตามจังหวะเศรษฐกิจ และเหมาะสมกับสถานการณ์ในประเทศที่ฟื้นตัวช้า จึงมีการปรับอัตราดอกเบี้ยในจังหวะที่อาจจะช้ากว่าประเทศอื่น”นายปิติ กล่าว
นายปิติ กล่าวว่า เงินเฟ้อทั่วไปเป็นไปตามที่ได้คาดการณ์ว่าจะขึ้นจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคม อยู่ระดับ 7.9% และเริ่มทยอยลดลง โดยเดือนตุลาคม อยู่ระดับ 5.98% อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อพื้นฐานค่อยๆ เร่งตัวขึ้น จากธรรมชาติของเงินเฟ้อพื้นฐานจะค่อยๆ ขยายตัวตามหลังเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าจะถึงจุดสูงสุดช่วงปลายปี 2565 และต้นปี 2566 แต่ก็อยู่ในช่วงที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ ไม่ได้เบาใจ แม้เงินเฟ้อจะเคลื่อนไหวแบบไม่ผิดการคาดการณ์ แต่ ธปท.จะติดตามและทบทวนอยู่เสมอ เนื่องจากทิศทางเงินเฟ้อยังคงอยู่ระดับสูง
ขณะเดียวกันเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่เคลื่อนไหวระดับอ่อนค่าตามกลไกลตลาด แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพโดยรวม อย่างไรก็ตาม เมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่าส่งผลให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น ผู้ประการต้องส่งผ่านมาสู่ผู้บริโภคตามปกติ ซึ่งที่ผ่านมายังเป็นการส่งผ่านในระดับน้อย แต่ถ้าต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงค่าเงินบาทอ่อนลงต่อเนื่อง ผู้ประกอบธุรกิจอาจจะส่งผ่านในราคาที่สูงขึ้น เช่น การส่งผ่านจากเดิม 0.3% กลายเป็น 0.5% เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ
นายปิติ กล่าวว่า ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วนั้น หากดูการอ่อนค่าของเงินบาทตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวขณะนี้ก็ถือว่าปกติ เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขณะนี้ เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง ซึ่งข้อมูลสถานะทางการเงินในตลาดยังเคลื่อนไหวปกติ และยังพบว่าฟันด์โฟลว์ยังคงมีการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติเข้าประเทศ เนื่องจากเกิดความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมการลงทุนในตลาดยังปกติ
“อย่างไรก็ตาม เรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดความผันผวน อยากให้ผู้ประกอบธุรกิจตั้งรับกับความเสี่ยงเป็นเรื่องที่ดีที่ควรจะทำ โดยการประกันความเสี่ยง ไม่ใช่แค่ช่วงนี้ แต่ต้องติดตามดูทุกช่วง ทั้งนี้ ธปท.จะไม่เบาใจและจะติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด” นายปิติ กล่าว

