เปิดรายได้-กำไร 37 บจ.อสังหาฯ 9 เดือนพุ่ง กว่า 2.3 แสนล. เอพีแชมป์
37 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโชว์ รายได้ และกำไร 9 เดือนแรกเติบโต 10.80% และ 28.02% ตามลำดับ “เอพีฯ” รายได้มาแรง ในขณะที่ “ค่ายแลนด์ฯ” กำไรยังขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง ส่วนสินค้าคงเหลือมูลค่ากว่า 5.8 แสนล.
นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด บริษัทวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ บริษัท แอล. พี. เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ได้รวบรวมผลการดำเนินงาน 9 เดือนปี 2565 ของ 37 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียน ที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่า รายได้รวมและกำไรเพิ่มขึ้น โดยผลประกอบการ 9 เดือนแรกของ ปี 2565 ของ 37 บริษัทอสังหาฯ มีรายได้รวม 230,852.39 ล้านบาท และ กำไรสุทธิ 29,853. 03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.80% และ 28.02% จากระยะเดียวกันปี 2564 ตามลำดับ ในขณะที่ความสามารถในการทำกำไรโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 12.93% เพิ่มขึ้นจาก 12.63% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 และเพิ่มขึ้นจาก 11.41% จากระยะเดียวกันของปี 2564
สินค้าคงเหลือมูลค่ากว่า 5.8 แสนล. แสนสิริมากสุด
นายประพันธ์ศักดิ์กล่าวว่า ในขณะที่ สินค้าคงเหลือ บวกกับสินค้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของบริษัทอสังหาฯ ทั้ง 37 บริษัทอยู่ที่ 583,266.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.47 % เทียบกับ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 โดยที บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) มีมูลค่าสินค้าคงเหลือและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างสูงสุดที่ 85,055.54 ล้านบาท ตามมาด้วย บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) 65,192.84 ล้านบาท และ บริษัท พฤกษา โฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน) 53,204.81 ล้านบาท
บริษัทอสังหาฯ ที่มีรายได้สูงสุดคือ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด(มหาชน) มีรายได้สูงสุด โดยมีรายได้รวม 29,842.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2564 ขณะที่บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) มีกำไรสุทธิสูงสุดที่ 6,322.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.50% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2564
10อันดับแรกรายได้สูงสุดคิดเป็น77.22% บริษัทอสังหาฯรวม
จากการรวบรวมของ “ลุมพินี วิสดอมฯ” พบว่า รายได้รวมของ 10 อันดับแรกของบริษัทอสังหาฯ ที่มีรายได้สูงสุดมีรายได้รวม 178,264.48 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 77.22% ของรายได้รวมของบริษัทอสังหาฯ ทั้ง 37 บริษัท ในขณะที่กำไรสุทธิของ 10 บริษัทอสังหาฯ ที่มีกำไรสุทธิสูงสุด มีกำไรสุทธิรวม 30,347.94 ล้านบาท สูงกว่ากำไรสุทธิรวมของ 37 บริษัท(เนื่องจากใน 37 บริษัทมีบริษัทที่มีกำไรสุทธิ 26 บริษัท และ 11 บริษัทผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ ทำให้เมื่อนำกำไร-ขาดทุนของทั้ง 37 บริษัทมารวมกันจึงมีกำไรสุทธิรวมต่ำกว่ากำไรสุทธิของ 10 บริษัทที่มีกำไรสูงสุด)

ด้านผลประกอบการไตรมาส 3 ของปี 2565 ของ 36 บริษัทอสังหาฯ (ยกเว้น บริษัท เฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) เนื่องจากงบปีของ FPT เริ่ม ตุลาคม 2564-กันยายน 2565) มีรายได้รวม 81,370.77 ล้านบาท และ กำไรสุทธิ 11,366. 08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.23% และ 52.02% จากระยะเดียวกันของปี 2564 ตามลำดับ ความสามารถในการทำกำไรโดยเฉลี่ย 13.96%: เพิ่มขึ้นจากความสามารถในการทำกำไรที่ 11.87% ในไตรมาส 3 ปี 2564
ศุภาลัยแชมป์รายได้-กำไรQ3
จากผลการดำเนินในไตรมาส 3 2565 พบวา บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) มีรายได้และกำไรสูงสุด โดยบริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) มีรายได้ 11,362.06 ล้านบาทละมีกำไรสุทธิ 2,792.07 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2565 เพิ่มขึ้น 51.06% และ 61.27% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันในปี 2564
“ผลประกอบการของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาสสาม และงวด 9 เดือนปี 2565 เติบโตเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2564 เนื่องจากช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 ตลาดอสังหาฯ ได้รับผลกระทบจากมาตรการกำหนดอัตราการปล่อยสินเชื่อต่อราคาที่อยู่อาศัย(Loan to Value: LTV) ทำให้ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 เป็นช่วงที่ตลาดอสังหาฯ ชะลอตัว ในขณะที่ 9 เดือนแรกของปี 2565 ได้รับอานิสงค์จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ผ่อนคลายมาตรการ LTV ในขณะเดียวกันประเทศไทยมีสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 มีอัตราการเติบโตประมาณ 3% สามารถกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดอสังหาฯ

ในขณะเดียวกันการที่ราคาบ้านมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในปี 2566 ประกอบกับ ธปท.ประกาศไม่ต่ออายุมาตรการผ่อนคลาย LTV ทำให้กระตุ้นกำลังซื้อสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ให้เร่งตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในไตรมาสสาม และไตรมาสสี่ของปี 2565 โดยตลาดที่อยู่อาศัยที่ระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทยังคงมีกำลังซื้อสูง” นายประพันธ์ศักดิกล่าว
คาดปีหน้าราคาที่อยู่อาศัยปรับเพิ่ม 5-10%
นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าววา ปี 2566 ตลาดอสังหาฯ จะได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย อาทิ การปรับเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำที่ 5-8% ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา รวมถึง ต้นทุนราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นประมาณ 5-6% ผนวกกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และราคาที่ดินที่มีการปรับตัวสูงขึ้นตามราคาประเมินที่ดินใหม่ที่กรมธนารักษ์ จะประกาศใช้และมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2566 ที่ปรับขึ้นประมาณ 8-10% ขึ้นกับทำเล กระทบโดยตรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ทั้งผู้ประกอบการและผู้ซื้อที่อยู่อาศัย โดยแนวโน้มราคาที่อยู่อาศัยในปี 2566 มีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 5-10% ขึ้นอยู่กับทำเล ในส่วนของโครงการที่เปิดตัวใหม่ แต่อย่างไรก็ตามจะยังไม่กระทบกับที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จพร้อมขาย ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยที่เป็นต้นทุนเดิมของผู้ประกอบการ
แอลทีวีไม่กระทบผู้ซื้อบ้านหลังแรก
“ส่วนกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ต่ออายุมาตรการผ่อนคลาย LTV นั้นจะกระทบกับกำลังซื้อสำหรับที่อยู่อาศัยที่มีราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ที่ซื้อเป็นสัญญาเงินกู้หลังที่ 2 และที่อยู่อาศัยที่มีราคาเกิน 10 ล้านบาทที่เป็นสัญญากู้หลังแรก ที่จะต้องวางเงินดาวน์ตามสัดส่วนที่ ธปท.กำหนดที่ 10-20% ทำให้ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยต้องมีเงินก้อนสำหรับผ่อนดาวน์ จากเดิมที่สามารถกู้ได้ 100% ไม่จำเป็นต้องมีเงินดาวน์ การยกเลิกการต่ออายุมาตรการผ่อนคลาย LTV จะทำให้กำลังซื้อสำหรับที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 ที่ 3 ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งจะกระทบกับตลาดที่เป็นกลุ่มนักลงทุน แต่จะไม่กระทบกับกลุ่มที่ซื้อบ้านหลังแรกที่ระดับราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท ซึ่งเมื่อยกเลิกการผ่อนคลายมาตรการ LTV แล้ว บ้านหลังแรกที่ราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท ยังสามารถกู้ได้ 100% ซึ่งกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรกที่ราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท ซึงคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60-70% ของตลาดรวม”นายประพันธ์ศักดิ์กล่าว



