‘ซีไอเอ็มบี ไทย’ ชี้ 6 ประการหลักไทยได้ประโยชน์จากการประชุม APEC 2022

19.11.22 | 00:23 น.

‘ซีไอเอ็มบี ไทย’ ชี้ 6 ประการหลักไทยได้ประโยชน์จากการประชุม APEC 2022

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยออกบทความพิเศษ ระบุถึง ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพงานประชุมองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก : เอเปค (The Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) ได้วางวาระผลักดันการเจรจาใน 3 หัวข้อสำคัญ คือ เปิดกว้าง สร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกันสู่สมดุล (Open. Connect. Balance.) หมายถึง การเปิดกว้างด้านการค้าและการลงทุน ความเชื่อมโยงทุกมิติทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายจัดทำเอกสารปฏิญญากรุงเทพฯว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG หรือ Bangkok Goals on Bio-Circular-Green (BCG) Economy เพื่อให้ที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคให้การรับรอง

บทความระบุว่า เอเปคเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก โดยทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ ถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรมากถึง 2,900 ล้านคน คิดเป็น 38% ของประชากรโลก และมีขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) รวม 52 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 61% หรือ 2 ใน 3 ของจีดีพีโลก และมีมูลค่าการค้ารวม 24 ล้านล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 47% ของมูลค่าการค้าโลก หากไทยสามารถผลักดันแผนงานขับเคลื่อนเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) ระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2566-2569) ให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคพิจารณาจะใช้เป็นกรอบความคิดริเริ่มในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ก็จะทำให้เอเปคขยับจากกลุ่มความร่วมมือเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อีกทั้งขณะนี้ไทยยังไม่มีข้อตกลงทางการค้ากับบางประเทศ อาทิ สหรัฐ รัสเซีย แคนาดา และเม็กซิโก ดังนั้น การมุ่งสู่เขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก จึงคาดว่าจะก่อให้เกิดการขยายตัวด้านการค้าและการลงทุนทั้งของภูมิภาคและไทยอย่างกว้างขวางในอนาคต โดยประโยชน์ที่คาดว่าไทยในฐานะเจ้าภาพจะได้รับจากการประชุมเอเปค 5 ประการ

บทความระบุว่า ประการ 1.บทบาทไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก ในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปคจะได้แสดงศักยภาพให้นานาชาติได้เห็นถึง 1.ความพร้อมจัดงานระดับนานาชาติ 2.ศักยภาพในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลก 3.การเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อไทยในการมีจุดยืนไม่เลือกข้าง สร้างหุ้นส่วน ซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่การสร้างสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคที่จะช่วยส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

ประการที่ 2.การค้าระหว่างไทยกับเอเปคมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น เมื่อพิจารณาจากหลักการรวมกลุ่มที่เน้นความร่วมมือเปิดเสรีการค้าและการลงทุน การอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนระหว่างกัน และการให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศรายงานว่าในปี 2564 การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มเอเปค มีมูลค่า 3.85 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 71.5% ของการค้าไทยกับโลก โดยไทยส่งออกไปเอเปค มูลค่า 1.95 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (72% ของการส่งออกรวม) และนำเข้าจากเอเปค มูลค่า 1.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (71% ของการนำเข้ารวม) สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กันยายน 2565) มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับกลุ่มเอเปค อยู่ที่ 3.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 68.7% ของการค้าไทยกับโลก

Advertisement

ประการที่ 3.เอเปคสนับสนุนแนวทางภูมิภาคนิยมแบบเปิด (Open Regionalism) หมายถึงการให้สิทธิประโยชน์กับประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเอเปคด้วย จึงเป็นการเพิ่มโอกาสการขยายห่วงโซ่อุปทานของไทยทั้งในและนอกภูมิภาคมากขึ้น และเพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ไทยเป็นแหล่งวัตถุดิบและฐานการผลิตที่มีความหลากหลายได้มากขึ้น ทั้งนี้ อุตสาหกรรมของไทยที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการส่งออกและการเป็นฐานการผลิต ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเกษตร เป็นต้น

ประการที่ 4.พื้นที่อีอีซีมีแนวโน้มดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามามากขึ้น และต่อยอดให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค (Regional Hub) 5 ด้าน ได้แก่ Tech Hub ศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม, BCG Hub ศูนย์กลางการลงทุนเศรษฐกิจ BCG, Talent Hub ศูนย์รวมผู้มีศักยภาพจากทั่วโลก เช่น ผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรทักษะสูง, Logistics Hub ศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค และ Creative Hub ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

โดยอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ 2566-2570) ของสภาพัฒน์ และยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุน 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ของบีโอไอ ได้แก่ ดิจิทัล BCG ไบโอเทค เมดิคัล สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์อัจฉริยะ รวมถึงกลุ่มสตาร์ตอัพ

ประการที่ 5.ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพได้ชูโมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญภายใต้หัวข้อการสร้างสมดุลรอบด้าน ซึ่งประกอบด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวสอดคล้องกับกระแสโลกที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์จากการประชุมเอเปครอบนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ประการที่ 6.ก่อให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาการศึกษา การคลัง วิทยาศาสตร์ ตลอดจนประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมคณะทำงานด้านต่างๆ ของเอเปค อาทิ โทรคมนาคม การขนส่ง การเกษตร การประมง การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและป่าไม้ การท่องเที่ยว การสาธารณสุข การพลังงาน และกิจการสตรี อันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาความร่วมมือในสาขาต่างๆของเอเปค

อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง (VUCA) เอเปคยังมีความท้าทายที่ต้องรับมืออีกมาก คือ 1.ความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2566 2.หลากหลายมิติที่เอเปคยังต้องรับมือ ทั้งจากแนวโน้มการระบาดของโควิดระลอกใหม่ สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี 5G และชิปเซมิคอนดักเตอร์ ภาวะชะงักงันจากการหยุดการผลิตสินค้าหรือปัญหาด้านการขนส่ง ตลอดจนกระแสโลกาภิวัตน์ตีกลับ

และ 3.เอเปคอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศ ซึ่งจุดยืนของไทยต้องมั่นคง ไม่เอนเอียงและไม่เลือกข้าง ท่ามกลางโลกแบ่งขั้วอำนาจ ท่ามกลางวิกฤตและความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกและในภูมิภาค