หน้าแรก เศรษฐกิจ สภาพัฒน์ คาดก...

สภาพัฒน์ คาดการณ์ จีดีพีปี’65 ที่ 3.2% ปลายปีนี้ไม่ต้องถึงขั้นกระตุ้นเศรษฐกิจ

21.11.22 | 13:48 น.

สภาพัฒน์ คาดการณ์ จีดีพีปี’65 ที่ 3.2% ปลายปีนี้ไม่ต้องถึงขั้นออกมาตรการใหญ่ กระตุ้นเศรษฐกิจ เผยปี’66 จีดีพี อยู่ที่ 3.5% คาดนักท่องเที่ยว 23.5 ล้าน หากจีนเปิดประเทศ

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า สภาพัฒน์ได้คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2565 จะขยายตัว 3.2% จากที่เมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ได้ประมาณการที่ 2.7-3.2% โดยมีการขยายตัวเร่งจากปี 2564 ที่ขยายตัว 1.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 6.3% และดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุล 3.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2565 คาดว่าจะอยู่ที่ 10.2 ล้านคน ซึ่งสร้างรายได้เข้าประเทศ 5.7 แสนล้านบาท

นายดนุชากล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจปลายปีนี้ สศช.มีมุมมองที่ไปในทางบวก แต่ก็ยังบวกน้อยกว่างานอื่นๆ อาทิ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.3% ส่วนเรื่องของการขาดดุลบัญชี ปกตินั้นไม่เคยเกิดการขาดดุล เนื่องจากมีรายได้การท่องเที่ยวเข้ามาครอบคลุมรายได้ให้เกิดดุล แต่ในสองปีที่ผ่านมาเกิดการระบาดโควิด ทำให้นักท่องเที่ยวลดลง รายได้ก็ลดลง จึงทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัด ในปี 2564 ขาดดุล 2.2% และขาดดุลต่อเนื่องไปยังปี 2565 ส่วนปี 2566 ว่าการท่องเที่ยวจะกลับมา ทำให้คาดการณ์ว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุล

นายดนุชากล่าวว่า ส่วนช่วงปลายปีจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหรือไม่ นายดนุชากล่าวว่า ถ้าดูจากตัวเลขเศรษฐกิจการที่คาดการณ์ไว้ ก็คงไม่ถึงขั้นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ออกมา แต่เข้าใจว่าในช่วงปลายปี 2565 ถึงปีใหม่ แต่ละหน่วยงานของรัฐ ก็จะมีของขวัญปีใหม ในลักษณะมาตรการต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่เพื่อให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มเติม หรือนำการใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษี ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างหารือกันอยู่ว่าจะมีมาตรการออกมาหรือไม่

“ถ้าหากดูจากเรื่องการท่องเที่ยวเอง อัตราการเข้าพักในสถานที่ท่องเที่ยว ก็ขึ้นมาค่อนข้างเยอะ ขายตัวประมาณ 47-48% และถ้าเทียบรายเดือน ก็ขยายขึ้นมาค่อนข้างมากกว่า 50% แล้ว เพราะฉะนั้น ในกรณีที่จะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องดูมาตรการให้มีการเจาะจง ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ส่วนเรื่องปัญหาค่าครองชีพ ที่เกิดจากปัญหาราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลก็อาจจะมีมาตรการที่พุ่งไปยังเป้าหมาย เพื่อเข้าไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน อย่างไรก็ตาม มาตรการที่จะออกมาหรือไม่นั้น อยู่ที่หน่วยงานต่างๆ ที่กำลังดำเนินการและก็จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในลำดับถัดไป” นายดนุชากล่าว

นายดนุชากล่าวอีกว่า ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2566 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 3.0-4.0% โดยมีค่ากลาง ที่ 3.5% ซึ่งปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจาก การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ปี 2566 อยู่ที่ 23.5 ล้านคน และสร้างรายได้ 1.2 ล้านล้านบาท ภายใต้สมมุติฐานว่าจีนเปิดให้มีการเดินทางระหว่างประเทศในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 รวมทั้งการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ คาดว่า 3.0% การขยายตัวของการลงทุนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ 2.6% และ 2.4% ตามลำดับ และการขยายตัวในเกณฑ์ดีของภาคเกษตร ส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเหรียญดอลลาร์ขยายตัว 1.0% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง 2.5-3.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.1% ของจีดีพี

Advertisement

“ส่วนปัจจัยเสี่ยงในระยะถัดไป เช่น เศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อและการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ความขัดแย้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มการฟื้นตัวค่อนข้างช้าจากนโยบายซีโร่โควิด รวมทั้งปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน เป็นต้น” นายดนุชากล่าว

นายดนุชากล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2566 ควรให้ความสำคัญกับ 1.การดูแลแก้ไขปัญหาหนี้สินของลูกหนี้รายย่อย และภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 2.การดูแลการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร 3.การรักษาแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกสินค้า โดยการส่งออกสินค้าไปยังตลาดใหม่ ที่แนวโน้มเศรษฐกิจในเกณฑ์ดี และการพัฒนา ให้มีคุณภาพและมาตรฐานตรงตามข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้า

นายดนุชากล่าวว่า 4.การสนับสนุนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและบริการเกี่ยวเนื่อง 5.การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน โดยการดูแลด้านสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจภายใต้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ และในเขตเศรษฐกิจพิเศษ อาทิ อีอีซี 6.การขับเคลื่อนการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ 7.การติดตามเฝ้าระวัง และเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก และ 8.การติดตาม เฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดและการกลายพันธุ์ของโรคโควิด-19