‘แสนสิริ’ โชว์ผลงาน ‘บ้านลดคาร์บอน’ ติดโซลาร์รูฟแล้ว 31 โครงการ ปีหน้าลุยอีก 2 พันหลัง

21.11.22 | 13:49 น.

‘แสนสิริ’ โชว์ผลงาน ‘บ้านลดคาร์บอน’ ติดโซลาร์รูฟแล้ว 31 โครงการ ปีหน้าลุยอีก 2 พันหลัง

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังแสนสิริประกาศเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทยที่ตั้งเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็น “ศูนย์” (Net-Zero) ภายในปี 2050 เพื่อมุ่งสร้างจุดเปลี่ยนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งในปี 2565 ได้ติดตั้งโซลาร์รูฟ 100% ในบ้านเดี่ยวโครงการใหม่ทุกหลัง ทุกระดับราคาคืบหน้าแล้ว 600 หลัง ในกว่า 31 โครงการ

เช่น โครงการใหม่ในกรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้ กว่า 500 ไร่ ประกอบด้วย แบรนด์เศรษฐสิริ บุราสิริ นาราสิริ โดยติดโซลาร์รูฟ ขนาด 1.84 kW ตามเป้าที่วางไว้ในปีนี้ เป็นบ้านเดี่ยวราคาต่ำกว่า 8 ล้านบาท รวม 427 หลัง และบ้านเดี่ยวราคา 8 ล้านบาทขึ้นไป รวม 173 หลัง ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนแล้วกว่า 967 ตันคาร์บอน เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 64,474 ต้น และประหยัดเงินค่าไฟให้ลูกบ้านและค่าส่วนกลางได้แล้วกว่า 7.6 ล้านบาทต่อปี

คาดว่าภายในปี 2566 ติดตั้งได้ 2,100 หลัง หรือคิดเป็นกว่า 30% จากเป้า 6,600 หลัง ภายใน 3 ปี (2566-2568) ที่บ้านเดี่ยวแสนสิริทุกหลัง คอนโดมิเนียมและพื้นที่ส่วนกลางทุกโครงการใหม่ของแสนสิริ ติดตั้งโซลาร์รูฟได้ครบ 100%

Sansiri PLC

“ลูกบ้านแสนสิริมีส่วนร่วมช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน จากการซื้อบ้านแสนสิริทุกโครงการใหม่แล้วกว่า 31 โครงการ จากต้นทางจนถึงปลายทางที่ใช้พลังงานสะอาดภายในบ้าน เริ่มจากวัสดุบ้านที่ผลิตจากโรงงานพรีคาสต์สีเขียวของแสนสิริ ซึ่งเป็นโรงงานสีเขียวแห่งแรกและบ้านพลังงานสะอาดจากโซลาร์ ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตร ไอออน เอนเนอร์ยี่ เพื่อใช้พลังงานสะอาด ติดตั้งอีวีชาร์จเจอร์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานสะอาดในการเดินทาง เริ่มติดคอนโดมิเนียมแล้วกว่า 50 โครงการ รวมกว่า 580 หัวชาร์จ เพื่อผลักดันสู่เป้าพันธกิจ Net-Zero องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2050 อย่างเป็นรูปธรรมและสร้าง Low-Energy Home บ้านต้นแบบที่เตรียมนำร่องเปิดตัวในช่วงต้นปี 2566 สอดรับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย คำนึงถึงนวัตกรรมการอยู่อาศัยเพื่อ ลดมลภาวะสิ่งแวดล้อม” นายอุทัยกล่าว

นายอุทัยกล่าวว่าในปี 2566 ตั้งเป้าติดโซลาร์รูฟเพิ่มในพื้นที่คลับเฮาส์ทุกโครงการใหม่ จำนวน 48 โครงการ และติดในส่วนกลางของคอนโดมิเนียมใหม่กว่า 60 โครงการ ตลอดจนขยายการติดตั้งต่อไปยังธุรกิจอื่นๆ อาทิ โรงงานพรีคาสต์แห่งล่าสุด, โรงแรม เดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน, โรงแรม เดอะ เภรี โฮเต็ล ทั้ง 2 แห่ง ที่หัวหินและเขาใหญ่, โรงเรียนสาธิตพัฒนาตั้งเป้าติดตั้ง จำนวน 812 กิโลวัตต์ จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากถึง 5.5 ล้านบาทต่อปี

Advertisement

นายอุทัยกล่าวต่อว่า ยังติดตั้งไฟส่องสว่างในสวนพลังงานแสงอาทิตย์ในโครงการแนวราบทุกโครงการใหม่ ครบตามเป้าปีนี้แล้วกว่า 63 โครงการ ลดการปล่อยคาร์บอนแล้วกว่า 5 ตันคาร์บอน เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 529 ต้น และช่วยประหยัดเงินค่าไฟให้ลูกบ้านและค่าส่วนกลางได้แล้วกว่า 430,000 บาทต่อปี ส่วนลูกบ้านโครงการเก่าได้ร่วมกับสถาบันการเงิน จัดสินเชื่อโซลาร์ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษอีกด้วย

ด้านอีวีชาร์จเจอร์สำหรับบ้านเดี่ยวติดตั้งคืบหน้าแล้วกว่า 300 หลัง ในโครงการระดับบน ทั้งบุราสิริ เศรษฐสิริ และ นาราสิริ กว่า 14 โครงการ ช่วยลูกบ้านประหยัดค่าน้ำมันแล้วรวมกว่า 13.14 ล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศแล้วกว่า 510 ตันคาร์บอน เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 42,500 ต้น ตั้งเป้าใน 3 ปี ติดตั้งเพิ่มกว่า 2,100 หลัง

รวมถึงขยายผลติดในส่วนกลางคอนโดใหม่ รวม 68 โครงการ และติดในส่วนกลางคอนโดเก่ากว่า 100 โครงการ รวมจำนวน 1,000 หัวชาร์จ ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศกว่า 3,570 ตันคาร์บอน เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 297,500 ต้น แลช่วยประหยัดเงินค่าไฟให้ลูกบ้านและค่าส่วนกลางได้มากถึง 92 ล้านบาทต่อปี

นายพีรกานต์ มานะกิจ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ จำกัด ผู้จัดหาโซลูชั่นพลังงานโซลาร์ครบวงจร เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทรนด์การใช้พลังงานสะอาดจากโซลาร์รูฟในกลุ่มที่อยู่อาศัยมีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้คนทั่วโลกและในประเทศไทย หันมาตระหนักถึงการร่วมกันช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีปัจจุบันทำให้ราคาของการติดตั้งถูกลง เข้าถึงได้ง่ายขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากค่าไฟที่ราคาต่อหน่วยสูงขึ้นถึง 4.72 บาท และมีแนวโน้มสูงขึ้นถึง 6 บาทภายใน 3 ปีข้างหน้า จะยิ่งทำให้การติดโซลาร์รูฟถึงจุดคุ้มทุน เร็วขึ้นในระยะเวลา 4-5 ปี

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับแสนสิริและพันธมิตรด้านพลังงาน ทำ R&D พัฒนาแบตเตอรี่เก็บไฟจากพลังงานสะอาดในบ้าน ภายในปี 2030 ในราคาที่เข้าถึงได้ จากปัจจุบันที่ยังมีราคาสูงมาก ตลอดจนลูกบ้านแสนสิริ สามารถบริหารจัดการปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟแบบ Real-time ผ่านแอพพ์ Sansiri Home Service ที่ตรวจเช็คจำนวนการผลิตไฟฟ้า คำนวณและประเมินการใช้ไฟฟ้า คำนวณการช่วยประหยัดพลังงาน คำนวณเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ และลดปริมาณคาร์บอน ดูการทำงานของระบบ และระบบแจ้งตือนการซ่อมที่เตรียมพัฒนาระบบในอนาคต

นานพีระภัทร ศิริจันทโรภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด (SHARGE) เปิดเผยว่า สัดส่วน 12.6% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทั่วโลก มาจากภาคการเดินทางและขนส่ง ดังนั้น เทรนด์ของการใช้รถ EV Car ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากดีมานด์ความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะเป็นเทรนด์ที่จะมาสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมผู้ใช้รถยนต์ทั่วโลกที่จะนำไปสู่การปฏิวัติสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นได้อีกทางหนึ่ง

โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีปัญหาด้านการจราจร และส่งผลให้เกิด PM2.5 ต่อเนื่องมาหลายปี เพื่อมุ่งสู่เป้าพันธกิจ Net-Zero ร่วมกันกับแสนสิริ ทางบริษัทได้ยกระดับการติดตั้งอีวีชาร์จเจอร์ในทุกโครงการ ด้วยการนำมาตรฐานการติดตั้งระบบที่ได้จากการจับมือกับแบรนด์ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง BYD หรือปอร์เช่ มาปรับใช้ นอกจากนี้ ลูกบ้านแสนสิริยังสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายไร้รอยต่อและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่โลก กับจุดชาร์จรถ EV Charging Station ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำของบริษัทที่มีสาขาครอบคลุมทั่วทั้งประเทศไทย