สภาพัฒน์ เผย จีดีพีไตรมาสสามปี’65 ขยายตัว 4.5% ดัชนีเศรษฐกิจโตทุกด้าน ยกเว้นก่อสร้างและเกษตร
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2565 ขยายตัว 4.5% เร่งขึ้นจากในไตรมาสแรกปี 2565 ที่อยู่ที่ 2.3% และไตรมาสที่สองของปี 2565 ที่ 2.5% และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2565 ขยายตัว 1.2% จากไตรมาสที่สองของปี 2565 ขณะที่รวม 9 เดือนแรกของปี 2565 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.1%
นายดนุชากล่าวว่า โดยด้านการใช้จ่าย การอุปโภคบริโภค การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวในเกณฑ์ที่ 9.0% และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 39 ไตรมาส ตามการใช้จ่ายที่ขยายตัวเร่งขึ้นในทุกหมวด สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมาอยู่ที่ระดับ 37.6 จากระดับ 34.9 ในไตรมาสก่อนหน้า รวม 9 เดือนแรกของปี 2565 การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 6.5% ส่วนการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาล ลดลง 0.6% เทียบกับการขยายตัว 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส เป็นผลจากการลดลงของค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเกี่ยวกับโรคโควิด-19
นายดนุชากล่าวว่า ส่วนการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวในเกณฑ์สูง 11.0% เร่งขึ้นจาก 2.3% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของการลงทุนเครื่องจักรเครื่องมือ 13.9% ขณะที่การลงทุนก่อสร้างขยายตัว 2.0% เทียบกับการลดลง 1.3% ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากการลงทุนรัฐบาลที่ลดลง 11.8% ขณะที่การลงทุนรัฐวิสาหกิจขยายตัว 1.1% สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่ 21.2% รวม 9 เดือนแรกของปี 2565 การลงทุนรวมขยายตัว 1.6% โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 5.3 ขณะที่การลงทุนภาครัฐลดลงร้อยละ 7.0
นายดนุชากล่าวว่า ในด้านภาคการค้าต่างประเทศ การส่งออกมีมูลค่า 71,980 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 6.7% ชะลอลงจากการขยายตัว 9.7% ในไตรมาสก่อนหน้า กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น เครื่องจักรและอุปกรณ์ เพิ่มขึ้น 10.3% รถกระบะและรถบรรทุก เพิ่มขึ้น 12.8% แผงวงจรรวมและชิ้นส่วน เพิ่มขึ้น 11.6% ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 13.6% อาหารสัตว์ เพิ่มขึ้น 22.0% โดยการส่งออกสินค้าไปยังตลาดส่งออกหลักขยายตัว ขณะที่การส่งออกไปยังตลาดจีน ญี่ปุ่น และฮ่องกงลดลง ส่วนการนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 71,558 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 23.2% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 22.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 422 ล้านเหรียญสหรัฐ รวม 9 เดือนแรกของปี 2565 การส่งออกสินค้ามีมูลค่า 219,791 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 10.2% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 204,917 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 20.7% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 14,874 ล้านเหรียญสหรัฐ
นายดนุชากล่าวว่า ส่วนด้านสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัว 6.3% เทียบกับการลดลง 0.5% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการกลับมาขยายตัวของทุกกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม 8.1% โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมสำคัญๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น ยานยนต์ (36.1%) ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม (17.3%) และน้ำตาล (46.1%) เป็นต้น รวม 9 เดือนแรกของปี 2565 สาขาการผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 2.5% เทียบกับการเพิ่มขึ้น 5.3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายดนุชากล่าวว่า สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร ขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ที่ 53.6% และเร่งขึ้นจากการขยายตัว 44.9% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงและเร่งขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศและในประเทศ โดยในไตรมาสนี้ นักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวน 3.608 ล้านคน ส่วนรายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทยอยู่ที่ 1.58 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ที่ 1,497.1% เป็นผลมาจากการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 และนโยบายกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในไตรมาสนี้อยู่ที่ 47.80% สูงกว่า 42.09% ในไตรมาสก่อนหน้า รวม 9 เดือนแรกของปี 2565 สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 43.7% ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับการลดลง 17.9% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศอยู่ที่ 5.688 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1,863.1% และอัตราเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 42.02%
นายดนุชากล่าวว่า สอดคล้องกับสาขาการขายส่ง ขายปลีก และการซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ เพิ่มขึ้น 3.5% เร่งขึ้นจาก 3.1% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการเร่งตัวขึ้นของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศรวม 9 เดือนแรกของปี 2565 สาขาการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น 3.1% ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้น 1.3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายดนุชากล่าวว่า สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า เพิ่มขึ้น 9.9% เร่งขึ้นจาก 5.2% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของบริการขนส่งทางอากาศ และบริการขนส่งทางบกและท่อลำเลียง เป็นสำคัญ รวม 9 เดือนแรกของปี 2565 สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าเพิ่มขึ้น 6.4% ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับการลดลง 4.9% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายดนุชากล่าวว่า ส่วนสาขาการก่อสร้าง ลดลง 2.8% โดยเป็นผลมาจากการลงทุนรัฐบาลโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลที่ลดลง และสาขาเกษตรกรรมปรับตัวลดลง 2.3% ตามการลดลงของผลผลิตพืชเกษตรสำคัญที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยและสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ดี ดัชนีราคาสินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.1% ตามการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาสินค้าเกษตรสำคัญๆ เช่น สุกร กลุ่มไม้ผล ข้าวเปลือก ไก่เนื้อ และมันสำปะหลัง เป็นต้น ส่งผลให้ดัชนีรายได้เกษตรกรโดยรวมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ที่ 17.7% รวม 9 เดือนแรกของปี 2565 การผลิตสาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมงเพิ่มขึ้น 2.7% ปรับตัวดีขึ้นจาก 1.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 2.8% ดัชนีราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 11.2% และดัชนีรายได้เกษตรกรโดยรวมเพิ่มขึ้น 14.4%
นายดนุชากล่าวว่า ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.23% ต่ำกว่า 1.37% ในไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่า 2.29% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 7.3% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 3.1% สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ (25.3 หมื่นล้านบาท) ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2565 อยู่ที่ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2565 มีมูลค่าทั้งสิ้น 10,373,937.59 ล้านบาท คิดเป็น 60.7% ของจีดีพี

