นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงให้ความสำคัญกับการป้องกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ จึงสั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กำหนดแนวทางการป้องปรามธุรกิจที่มีลักษณะนอมินี ทั้งก่อนและหลังการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล ซึ่งกรมฯจะจัดทำข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง และกำหนดเป็นแผนงานประจำปีเพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตำรวจท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยวเป็นต้น
นายสินิตย์ กล่าวว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีการดำเนินการตรวจสอบนอมินี ตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งพิจารณาลักษณะพฤติกรรมและข้อบ่งชี้หลายด้าน เช่น ธุรกิจที่มีคนต่างด้าวลงทุนหรือถือหุ้นไม่ถึง 50% แต่ให้คนต่างด้าวมีอำนาจกระทำการหรือให้สิทธิออกเสียงลงคะแนน จ่ายเงินปันผล แบ่งคืนทุนเมื่อเลิกกิจการมากกว่าคนไทย เป็นต้น โดยช่วง ปี 2564 – 2565 กรมฯตรวจสอบนิติบุคคลไทยอาจมีลักษณะนอมินี โดยมีเป้าหมาย 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่องกับท่องเที่ยว 2. ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ การถือครองอสังหาริมทรัพย์ และ 3. ธุรกิจบริการ ผลการตรวจสอบพบนิติบุคคลที่อาจกระทำผิดในลักษณะนอมินี รวม 148 ราย แยกเป็นภูเก็ต 140 ราย เชียงใหม่ 4 ราย สุราษฎร์ธานี 3 ราย และกรุงเทพฯ 1 ราย และส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ทำการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกและอยู่ระหว่างการสืบสวน
” อีกกลุ่มหนึ่งมีพฤติกรรมน่าสงสัยว่ามีคนไทยให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าว หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว อยู่ระหว่างรวบรวมและสรุปผลก่อนส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งก็มีจำนวนหนึ่ง โดยปี 2566 ยังเดินหน้าตรวจสอบธุรกิจที่อาจมีลักษณะนอมินีต่อเนื่อง ขอเตือนคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนถือกระทำผิดกฎหมาย มีความผิดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ1 แสนถึง 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีโทษปรับรายวันอีกวันละ 1-5หมื่นบาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน” นายสินิตย์ กล่าว
