‘กสิกรไทย’ เดินหน้าให้คำปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัว ปลื้มฐานลูกค้าโตต่อเนื่อง

23.11.22 | 14:39 น.

“กสิกรไทย” เดินหน้าให้คำปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัว ปลื้มฐานลูกค้าโตต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง (KBank Private Banking) ผู้นำบริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัวเจ้าแรกในไทย เผยความสำเร็จเติบโตต่อเนื่อง โดยมีฐานลูกค้าโตขึ้นกว่า 10% จากปีก่อนหน้า ปัจจุบันให้บริการลูกค้ารวมกว่า 4,000 ราย หรือประมาณ 790 ครอบครัว ครอบคลุมทรัพย์สินครอบครัว ทั้งธุรกิจและที่ดินกว่า 1.8 แสนล้านบาท คาดว่าปี 2566 จะขยายตัวถึง 3 แสนล้านบาท อีกทั้งตั้งเป้าว่าจะให้บริการลูกค้าให้ครอบคลุม 40% ของลูกค้าทั้งหมด ภายในปี 2568 จากปัจจุบันที่ให้บริการลูกค้าแล้วประมาณ 36%

นอกจากนี้ คาดหวังว่าบริการนี้ จะเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ดึงลูกค้ากลุ่มเวลธ์เข้ามาเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ให้กับธนาคารอีกด้วย ซึ่งจากปัจจุบัน 900,000 ล้านบาท คาดว่ามีโอกาสเพิ่มเป็น 1 ล้านล้านบาทในปี 2566 ก็มีโอกาสเป็นไปได้

นายจิรวัฒน์กล่าวว่า สำหรับบริการด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัวมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน เพราะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โลกถูกปกคลุมด้วยความเสี่ยง โดยได้แบ่งเป็น 3 เรื่องหลัก 1.ความเสี่ยงด้านเฉพาะธุรกิจในแต่ละธุรกิจ และความเสี่ยงเชิงระบบที่ส่งผลต่อทุกธุรกิจ เช่น โควิด ภูมิรัฐศาสตร์ 2.ความเสี่ยงจากกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนไป เช่น ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น การแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีระหว่างสรรพากรไทยและรัฐบาลสหรัฐ (FATCA) ทำให้ต้องมีการบริหารจัดการเพิ่มขึ้น และ 3.จำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นในละแต่ครอบครัวทำให้มีความซับซ้อนในการจัดการมากขึ้น

ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้บริการวางแผนทรัพย์สินครอบครัวเข้ามามีความสำคัญมากขึ้น จึงได้ยกระดับการให้บริการสำนักงานครอบครัว (Family Office) ขยายขอบเขตบริการจากการให้คำปรึกษาเพื่อจัดตั้งและจัดระบบสำนักงานครอบครัวสู่ผู้ช่วยดำเนินการกิจธุระของครอบครัว โดยเสริมแกร่งบริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัว (Family Wealth Planning Services) ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา กำหนดกติกาและเป้าหมาย วางแผนงาน ตลอดจนดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด

“ตอนนี้ปัญหาที่ครอบครัวมั่งคั่งจะเข้ามาปรึกษาเป็นเรื่องภาษีที่มีเกณฑ์ใหม่ๆ เช่น เรื่อง FATTA ที่จะบังคับให้มีการเปิดเผยทรัพย์สินที่นำไปไว้ที่ต่างประเทศ ทำให้ต้องมีการเสียภาษีเพิ่ม ซึ่งทำให้ต้องมีการบริหารจัดการด้านภาษีเพิ่มเติมไม่ว่าลูกค้าจะนำทรัพย์สินกลับมาในไทย หรือยังเก็บไว้ที่เดิม ไปพร้อมกับดูแลเรื่องการบริหารจัดการด้านรายได้ต่างๆ ซึ่งเป็นแนวทางการบริการของเราในการดูแลใน 3 ด้านหลัก คือ การเก็บรักษา การสร้างการเติบโต และการส่งต่อ”นายจิรวัฒน์ กล่าว

Advertisement

ทั้งนี้ จากผลสำรวจโดย ลอมบาร์ด โอเดียร์ (Lombard Odier) พบว่ากว่า 52% ของเจ้าของธุรกิจครอบครัวไทยเริ่มกลับมาพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับครอบครัว แต่มีเพียง 37% เท่านั้นที่เริ่มลงมือวางแผนแล้ว ช่องว่างตรงนี้ทำให้บริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัวมีโอกาสดูแลลูกค้าในเรื่องนี้ได้มากขึ้นและเป็นการขยายขอบเขตการให้บริการตอบโจทย์ลูกค้าให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นไปอีกด้วย