ปลัด พณ.เผย ปีหน้าเรื่องปากท้องยังน่าห่วง ยึดตรึงราคา คาดแพคเพจของขวัญปีใหม่เข้า ครม.สัปดาห์หน้า
นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงนโยบายขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์ปี 2566 ว่ากำหนด 9 ภารกิจเร่งด่วน ได้แก่ 1. ลดภาระค่าครองชีพและการกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมุ่งเน้นทั้งการใช้กฎหมายและแง่บริหารจัดการ โดยปีงบ 2566 นี้เน้นเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะใน 3-6 เดือนจากนี้ ยังเผชิญกับภาระเศรษฐกิจและปัจจัยลบหลายด้าน ที่สำคัญคือ ความผันผวนของค่าเงินบาท ปัญหาต้นทุนสูง ภาวะเศรษฐกิจโลกมีทิศทางชะลอตัว รวมถึงปัญหาเดิมเรื่องราคาพลังงานและสงครามรัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อ โดยกระทรวงยังยึดการขอความร่วมมือภาคเอกชนในการตรึงราคาสินค้าหรือปรับขึ้นให้ช้าที่สุด ซึ่งจะยังดำเนินการต่อเนื่องในการเพิ่มช่องทางลดค่าครองชีพ ผ่านโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ดำเนินการมาแล้ว 20 Lot ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ Lot 21
นายกีรติกล่าวต่อว่า ภารกิจ 2. คือ บริหารจัดการสินค้าเกษตรโดยใช้การตลาดนำการผลิต โดยจะดูความต้องการของตลาดแล้วประสานให้เกษตรกรรู้ว่าควรผลิตอะไรและปริมาณเท่าไหร่ เพื่อลดปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ และลดปัญหาหาตลาดที่ยากขึ้น ซึ่งทิศทางพืชเศรษฐกิจปีหน้า สำหรับข้าว แม้ล่าสุดเสียแชมป์ข้าวให้กับกัมพูชาเพราะติดเกณฑ์ความหอมนั้น จะไม่มีผลกระทบต่อส่งออกข้าวไทย เพราะต่างชาติยังเชื่อถือในการผลิตและส่งมอบ ซึ่งผู้ส่งออกข้าวคาดว่าปี 2566 จะสูงถึง 8 ล้านตัน ส่วนมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคายังดี ส่วนปาล์มน้ำมันและยางพารา ต้องติดตามใกล้ชิดและยังมีภาวะขึ้นลงต่อเนื่อง ภารกิจ 3. คือ เร่งรัดการส่งออกและการค้าชายแดน แม้ประเมินส่งออกปีหน้าขยายตัวลดลงกว่าปีนี้เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและค่าบาทอาจแข็งขึ้น แต่ก็เชื่อว่าไม่ต่ำกว่า 1% อย่างที่หลายสำนักคาดการณ์ไว้ โดยเชื่อว่าผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กำลังหารือกับภาคเอกชน เพื่อจัดทำแผนงานและประเมินตัวเลขส่งออกรายอุตสาหกรรม คาดได้ข้อสรุป 1-2 สัปดาห์นี้ ส่วนการค้าชายแดน จะเร่งผลักดันเปิดด่านค้าชายแดน จากปัจจุบัน 71 ด่านให้ครบทั้งหมด 97 ด่าน และปีหน้าค้าชายแดนน่าจะขยายตัวได้ 5%
นายกีรติกล่าวต่อว่า ภารกิจที่เหลือ คือ 4. เร่งใช้ประโยชย์จากการเปิดการค้าเสรี ( FTA) และเจรจาเพิ่มในกรอบที่กำหนดไว้ อย่าง FTA อาเซียน-แคนาดา, ไทย-EFTA, ไทย-ตุรกี และไทย-ปากีสถาน 5. พัฒนาระบบการบริการประชาชน 6. ส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีและรายย่อย 7. เร่งรัดการจดทะเบียนและการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญา (ไอพี) 8. ส่งเสริมภาคการผลิตและบริการผ่านการใช้ซอฟต์เพาเวอร์ และ 9. การขับเคลื่อนการบริหารจัดการภายใน (Back Office) ซึ่งใน 2 ภารกิจหลัง กำลังจัดตั้งคณะทำงานเพื่อวางแผนงานและปรับวิธีการให้เหมาะสม ซึ่งซอฟต์เพาเวอร์เน้น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.อาหารและร้านอาหารไทย ที่สร้างรายได้ให้ประเทศมูลค่า 1.2 แสนล้านบาทต่อปี 2.สุขภาพและความงาม 3.สินค้าอัตลักษณ์ไทย เช่น แฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ของตกแต่งบ้าน และ 4. ดิจิทัล คอนเทนต์ เช่น ภาพยนตร์ ละคร เกม แอนิเมชั่น เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ 1.3 หมื่นล้านบาทต่อปี ส่วนด้าน Back Office เน้นพัฒนาบุคลากร เพิ่มกำลังคนและอุปกรณ์ เพื่อรองรับภารกิจที่ประชาชนคาดหวังจากกระทรวงพาณิชย์เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ปัญหาเราคือกำลังคนไม่เพียงพอ ได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบกำลังคนและต้องการแท้จริง คาดจะเร่งนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป
“ต้องยอมรับว่าปีหน้า ยังเป็นห่วงเรื่องปัญหาปากท้อง เพราะมีหลายบริบทที่มีผลกระทบอยู่มาก สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดติดตามความเคลื่อนไหวทุกวัน แม้ตอนนี้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ก็ยังต้องหารือเอกชนในการดูแลราคาสินค้า อย่างน้อยก็ไม่ให้ปรับขึ้นให้นานที่สุด แต่หากรายใดไม่ไหว ก็ต้องพิจารณาให้เขา เพื่อให้เกิดความบาลานซ์ เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และมุ่งหวังว่าภายในระยะเวลา 6 ปีก่อนเกษียณนี้ จะผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เป็นกระทรวงที่ทำงานและให้บริการระบบดิจิทัล เพื่อลดการเดินทาง เพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนและผู้เข้าใช้บริการ” นายกีรติกล่าว
นายกีรติกล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าจัดทำของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนนั้น กำลังจัดเตรียมรายละเอียดและหารือภาคเอกชนจัดทำของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน เบื้องต้นคาดว่าจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ เบื้องต้นรูปแบบยังเป็นความร่วมมือลดราคาสินค้า เพียงดูเรื่องรายการสินค้า ส่วนลด และระยะเวลาที่จัดอาจเริ่มปลายปีนี้ข้ามถึงต้นปีหน้า และยังมีของขวัญที่แต่ละกรมนำเสนอในการลดภาระธุรกิจและประชาชน

