ปตท.ผนึก ส.อ.ท. จัดสัมมนาออนไลน์ฉายภาพทิศทางพลังงานปี’66 ด้าน ‘พลังงาน’ วางแผนระยะยาว เร่งปรับตัวเข้าสู่กรีนเอนเนอร์ยี่
เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM Experts) ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คาดการณ์สถานการณ์พลังงานภาพรวมปี 2566 ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวน จากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายทางการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ Dubai เฉลี่ยปี 2566 ในกรอบ 85-95 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จึงได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ 2022 The Annual Petroleum Outlook Forum ภายใต้หัวข้อ “Thriving amid Global Energy Volatility towards Sustainable Future-เติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนของพลังงานโลก” โดยมี นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานเปิดงานฯ
นายอรรถพล เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์พลังงานยังคงอยู่ท่ามกลางความผันผวน จากสภาพเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวทำให้ความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่นำไปสู่วิกฤติพลังงานในหลายๆประเทศ ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ประชาคมโลกต่างต้องร่วมมือผลักดันการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยในการประชุม COP27 ที่ผ่านมา ณ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ประเทศไทยได้ร่วมแถลงยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นรูปธรรม ที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ.2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2065 ตามที่ได้แสดงเจตนารมณ์ไว้ใน COP26 ในปีที่ผ่านมา
“ท่ามกลางความผันผวนนี้ กลุ่ม ปตท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตลอดจนเตรียมความพร้อมและจัดหาพลังงานรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้มีการปรับทิศทางและกลยุทธ์องค์กร มุ่งพัฒนาธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต ตอบรับทิศทางโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไป ทั้งธุรกิจพลังงานไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน และธุรกิจใหม่อื่นๆ พร้อมประกาศเจตนารมณ์ กลุ่ม ปตท.มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 15% ภายในปี ค.ศ.2030 บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ.2040 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ.2050 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายของประเทศ กลุ่ม ปตท. พร้อมเป็นกำลังสำคัญสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุลและยั่งยืน” นายอรรถพล กล่าว
นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ “ฝ่าวิกฤตพลังงาน สู่ความยั่งยืน” ว่า สิ่งที่กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการ คือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เนื่องจากในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ในหลายประเทศเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้ความต้องการในการใช้พลังงานสูง และส่งผลให้ราคาพลังงานซึ่งเป็นปัญหาอยู่แล้ว ยิ่งจะเป็นปัญหาขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเรื่องที่จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า หากค่าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่เป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตไฟฟ้าต่างๆ มีราคาสูง ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่กระทรวงฯ จะต้องเตรียมหาแนวทางรับมือต่อไป
“คาดการณ์ว่าแอลเอ็นจีที่เราได้นำเข้ามา ประมาณ 40% ประกอบกับช่วงนี้การผลิตก๊าซในประเทศมีแนวโน้มลดลง ดังนั้น เราต้องเร่งจำนวนการผลิตก๊าซในอ่าวไทยให้เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องดูว่าราคาเป็นอย่างไรหากราคาแพง เราจะใช้เชื้อเพลิงทดแทน ซึ่งสิ่งที่จะทดแทน คือน้ำมันดีเซล เราจะเอาน้ำมันดีเซลเข้ามามากกว่า เนื่องจากเราคาดการณ์ว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 ถึงไตรมาสที่ 1/2566 ราคาก๊าซธรรมชาติจะอยู่ที่ประมาณ 35-40 เหรียญต่อเอ็มเอ็มบีทียู (MMBtu) ซึ่งถือว่าแพงมาก เดิมราคาอยู่ที่ 8 เหรียญต่อเอ็มเอ็มบีทียู และไม่ควรเกิน 25 เหรียญต่อเอ็มเอ็มบีทียู เราจึงจะนำน้ำมันดีเซลมาทดแทน ก่อนจะกลับมาใช้พลังงานฟอสซิลจากโรงงานไฟฟ้าที่เตรียมปลดระวาง เพราะถ่านหินยังเป็นต้นทุนที่ถูก รวมถึงเราจะซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากลาวเพิ่มขึ้น เพื่อมาช่วยพยุงราคาไฟฟ้าไม่ให้กระทบต่อประชาชนในระยะสั้น” นายกุลิศ กล่าว
นายกุลิศ กล่าวว่า ส่วนในระยะยาว กระทรวงฯ จะเร่งปรับตัวเป็นกรีนเอนเนอร์ยี่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงกดดัน เพราะทุกประเทศเริ่มมีการปรับตัวแล้ว ซึ่งในการลงทุนกรีนเอนเนอร์ยี่ กระทรวงฯ จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งอยู่ในกรอบแผนพลังงานชาติ เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าให้มากกว่า 50% ของการผลิตใหม่ ภายในปี ค.ศ.2040 ตามแผนที่กำหนดไว้

