‘ศักดิ์สยาม’​ เตรียมเรียก ‘การบินไทย-บางกอกแอร์เวย์​ส’​ สางปัญหากระเป๋าล่าช้า

24.11.22 | 18:28 น.

‘ศักดิ์สยาม’​ เตรียมเรียก ‘การบินไทย-บางกอกแอร์เวย์​ส’​ สางปัญหากระเป๋าล่าช้า สัปดาห์หน้า​

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.)​ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าตามข้อสั่งการในการเตรียมความพร้อมการให้บริการผู้โดยสารขาเข้าและขาออกว่า จากปัญหาความแออัดบริเวณจุดตรวจหนังสือเดินทางผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ภายหลังจากที่มีการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พบว่าสามารถบรรเทาความแออัดบริเวณจุดตรวจหนังสือเดินทางได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยการบริหารจัดการคิวรอตรวจหนังสือเดินทางมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้โดยสารได้รับการบริการที่สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยผู้โดยสารใช้เวลารอคิวเพื่อตรวจหนังสือเดินทางเฉลี่ย 15 นาทีต่อคน และใช้เวลาหน้าจุดตรวจหนังสือเดินทาง 60 วินาทีต่อคน

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาคับคั่งที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก เจ้าหน้าที่สามารถระบายผู้โดยสารทั้งหมดได้ภายในเวลา 30 นาที ขึ้นอยู่กับข้อมูลของผู้โดยสารแต่ละรายด้วย ซึ่งถือว่าสามารถปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว โดยคำนึงถึงมาตรฐานการตรวจฯ เป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบการปฏิบัติฯ ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในภาพรวมจุดตรวจหนังสือเดินทาง การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ยังคงพบปัญหาในบางกรณีที่เครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Auto Channel) ไม่สามารถสแกนหนังสือเดินทางผู้โดยสารชาวไทยได้

นอกจากนี้ ในส่วนของปัญหาการรับกระเป๋าสัมภาระล่าช้า เนื่องจากปัจจุบันบริษัทผู้ให้บริการภาคพื้นประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรและอุปกรณ์ ทำให้การบริการขนถ่ายกระเป๋าสัมภาระขาเข้ามีความล่าช้าในบางเที่ยวบิน ซึ่ง ทสภ. ได้แก้ไขปัญหาในเบื้องต้นโดยประสานแจ้งข้อมูลประมาณการผู้โดยสารขาเข้ารายเที่ยวบินล่วงหน้าให้เจ้าหน้าที่หน้างานเพื่อเตรียมความพร้อม กรณีตรวจพบว่ามีการลำเลียงสัมภาระใบแรก ล่าช้าเกินกว่า 15 นาที จะดำเนินการแจ้งบริษัทผู้ให้บริการภาคพื้นเร่งดำเนินการแก้ปัญหา ซึ่งขณะนี้บริษัทผู้ให้บริการภาคพื้นอยู่ระหว่างการจัดหาอุปกรณ์และบุคลากรมาให้บริการเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถขนถ่ายสัมภาระของเที่ยวบินต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Advertisement

“จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่ามีบริษัทผู้ให้บริการภาคพื้น ให้บริการลำเลียง​กระเป๋าช้ากว่าที่กำหนดไว้ 40% ประกอบด้วย บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) ท​ี่ให้บริการล่าช้าถึง 1.30 ชั่วโมง และบริษัท บริการภาคพื้นการบินกรุงเทพเวิลด์ไวด์ไฟลต์เซอร์วิส จำกัด (BFS Ground) บริษัทในเครือสายการบินบางกอกแอร์เวย์​ส ให้บริการล่าช้าประมาณ 30 นาที ซึ่งในช่วงสัปดาห์หน้าจะให้ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในการชุมประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป” นายศักดิ์​สยาม​กล่าว

นายศักดิ์สยามกล่าวว่า ในส่วนของการบินไทย กระทรวงจะให้เวลาในการทำแผนแอ๊กชั่นแพลน เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าดังกล่าว 1 เดือน หากไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ ก็ต้องเปิดโอกาสให้บริษัทผู้ให้บริการภาคพื้นรายอื่นๆ มาให้บริการเสริมต่อไป

นายศักดิ์​สยาม​กล่าว​ว่า​ นอกจากนี้ ทสภ. ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาความคับคั่งในการใช้บริการรถแท็กซี่สาธารณะ ในช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารใช้บริการหนาแน่น โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมทั้งเปิดช่องทางแท็กซี่เพิ่มเพื่อให้รถแท็กซี่สามารถเข้ามารับผู้ใช้บริการได้เร็วขึ้น รวมทั้งขยายพื้นที่รอคอยกดตั๋วแท็กซี่ และกำหนดจุดยืนรอคิวรับบริการแท็กซี่ เพื่อความเป็นระเบียบและลดความแออัดของผู้มาใช้บริการ ซึ่งทำให้ผู้โดยสารสามารถลดระยะเวลาในการรอคิว รถแท็กซี่เหลือเพียงประมาณ 10 นาที​ต่อคน

ทั้งนี้ ปัจุบันมีจำนวนผู้ขับขี่รถแท็กซี่สาธารณะที่เป็นสมาชิกให้บริการ ณ ทสภ. อยู่ประมาณ 2,400 คัน ​ลดลงจากช่วงก่อนเกิดสถานการณ์​โควิด-19 ที่มีผู้ขับขี่รถแท็กซี่สาธารณะที่เป็นสมาชิก ประมาณ 4,200 คัน แต่อย่างไรก็ตาม จำนวนรถแท็กซี่ที่มีอยู่ในปัจจุบันถือว่าเพียงพอต่อการให้บริการ เนื่องจากปัจจุบันตัวเลขผู้ใช้บริการยังน้อยกว่าในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 โดยมีจำนวนเที่ยววิ่ง 6,500 เที่ยวต่อวัน ในขณะที่ช่วงก่อนโควิด-19 มีเที่ยววิ่งสูงถึง 9,000 เที่ยวต่อวัน จึงได้สั่งการให้ ทสภ. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเพิ่มการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้บริการ และพิจารณานำรถขนส่งสาธารณะประเภทอื่นๆ มาให้บริการเพิ่มเติมเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้บริการ

นาย​ศักดิ์​สยามกล่าวอีกว่า จากการดำเนินการแก้ไขปัญหาความแออัดผู้โดยสารในระยะเร่งด่วน ปัจจุบันผู้โดยสารใช้เวลาตั้งแต่ลงเครื่องรับสัมภาระกระเป๋าจนออกจากท่าอากาศยาน มีระยะเวลาเฉลี่ยในกระบวนการขาเข้าระหว่างประเทศ ประมาณ 40 นาที ต่อผู้โดยสาร 1 คน ซึ่งถือว่าการบริการในภาพรวมทุกกระบวนการมีความคล่องตัวขึ้น จากการคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารในช่วงเดือนธันวาคม 2565 ณ ทสภ. จะมีจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศและภายในประเทศ รวมประมาณ 130,000 คนต่อวัน (เพิ่มขึ้น 13% จากเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่มีจำนวนผู้โดยสารรวมประมาณ 115,000 คนต่อวัน

นอกจากนี้ เน้นย้ำให้ ทอท. วิเคราะห์คาดการณ์ปริมาณการเดินทางและเที่ยวบินที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ให้การบริการมีความสะดวกรวดเร็วแก่ผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีจำนวนเที่ยวบินหนาแน่น เพื่อลดความแออัดของจำนวนผู้โดยสารในท่าอากาศยาน รวมทั้งมอบนโยบายให้ ทอท. ดำเนินการแก้ไขปัญหาความคับคั่งในท่าอากาศยาน รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตได้อย่างยั่งยืน และในไตรมาสที่ 1 ปี 2566 คาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) เพื่อลดความแออัดในพื้นที่ตรวจหนังสือเดินทางบริเวณอาคารผู้โดยสารหลัก และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการผู้โดยสารได้ดียิ่งขึ้น