หน้าแรก เศรษฐกิจ ผ่าตลาดคอนโดป...

ผ่าตลาดคอนโดปี’66 กลับมาพีค ‘ต่างชาติ’ แห่ซื้อเป็นเซฟเฮาส์ ‘จีน’ ยังช้อปไม่แผ่ว

24.11.22 | 20:51 น.

ผ่าตลาดคอนโดปี’66 กลับมาพีค ‘ต่างชาติ’ แห่ซื้อเป็นเซฟเฮาส์ ‘จีน’ ยังช้อปไม่แผ่ว

วันที่ 24 พฤศจิกายน ที่โรงแรมอโนมา แกรนด์ ราชดำริ ในงานสัมมนา “ผ่ากลยุทธ์ธุรกิจคอนโดมิเนียมปี 2023” จัดโดยสมาคมอาคารชุดไทย

  • ปี’66ตลาดคอนโดโตแรงรับ ศก.ฟื้น

นายพีระพงศ์ จรูญเอก นายสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2566 จะขยายตัวตามการฟื้นตัวของทางเศรษฐกิจ ซึ่งจากการประเมินเศรษฐกิจจะเติบโตเฉลี่ย 4.7% แต่ส่วนตัวมองว่าจะถึง 5% โดยปีหน้าการเปิดประเทศจะมีผลให้นักท่องเที่ยวกลับมา 20 ล้านคน ทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้นในภาคท่องเที่ยวและการบริการ เป็นปัจจัยสำคัญมาซื้อที่อยู่อาศัย

โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจฟื้นตัวสูงสุดในรอบ 4 ปีจากหลากหลายปัจจัย อาทิ การคลี่คลายของสถานการณ์ โควิด-19 การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและบริการ การเดินทางมาลงทุนและท่องเที่ยวของต่างชาติจากการเปิดประเทศของทั่วโลก ส่งผลให้ภาพรวมกำลังซื้อของผู้บริโภคต่อตลาดอสังหาฯตลอดจนคอนโดฯกลับมาเติบโตในทุกเซ็กเมนต์

โดยเฉพาะราคา 2-3 ล้านบาท จะมาแรงในปีหน้า ทั้งในกรุงเทพฯ ชานเมืองและหัวเมืองใหญ่ และเมืองท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต หัวหิน พัทยา ตอนนี้เริ่มเห็นชาวยุโรปมาซื้อคอนโดมากขึ้น ส่วนจีนหลังเปิดประเทศจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดในไตรมาส2/2566

“ส่วนการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยอาจจะกระทบการพัฒนาโครงการระดับหนึ่ง ซึ่งต้นทุนจากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1-2% หากสามารถบริหารจัดการได้ดี ราคาอสังหาฯอาจจะไม่ต้องปรับราคาขึ้นก็ได้ ส่วนการผ่อนคลายมาตรการ LTV ที่ยังคงอยู่ถึงสิ้นปี 2565 จะส่งผลต่อบ้านหลังที่ 2 หลังที่ 3 รวมถึงบ้านราคาเกิน 10 ล้านบาท ทั้งนี้ แม้จะหมด LTV ในปีหน้ายังมีปัจจัยบวกอื่นมากลบไม่น่าจะเป็นอุปสรรคทำให้อสังหาฯมีปัญหามากนัก โดยมองว่าการขายและการโอนกรรมสิทธิ์จะกลับมาใกล้เคียงก่อนเกิดโควิด” นายพีระพงศ์กล่าว

Advertisement

  • โจลส์แลงฯเผย ”จีน” ช้อปมากสุด

นางสุพินท์ มีชูชีพ ประธานกรรมการบริหารบริษัท โจลส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงแนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมกับลูกค้าต่างชาติว่า ตลาดคอนโดมิเนียมก่อนโควิดมีโอเวอร์ซัพพลาย ผู้ประกอบการเริ่มแตะเบรกหันไปพัฒนาเซ็กเมนต์อื่น เช่น รีเทล เพื่อกระจายความเสี่ยงรายได้ มาถึงปี 2565 ซัพพลายเริ่มมากขึ้นอยู่ที่ 770,000 ยูนิต คาดปี 2568 อยู่ที่ 876,000 ยูนิต เพิ่มขึ้น 13% ส่วนใหญ่เป็นตลาดระดับกลาง-ล่าง และอยู่ในทำเลซีบีดี ส่วนการซื้อเป็นเพื่อลงทุน ขณะที่ซื้อเก็งกำไรตลาดวายไปตั้งแต่มีโควิด

“ยอดโอนคอนโด 8 เดือน อยู่ที่ 58,000 ยูนิต มูลค่า 1.5 แสนล้านบาท ในนี้มีต่างชาติซื้อ 10% หรือ 5,800 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 30,000 ล้านบาท หรือ 20% โดยชาวจีนซื้อมากสุด ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 5 ล้านบาท/ยูนิต ซึ่งใน 3 ไตรมาสที่ผ่านมาคิดเป็นมูลค่า 15,000 ล้านบาท รองลงมามีอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ เมียนมา จะซื้อจำนวนยูนิตน้อยกว่าจีนแต่ราคาสูงกว่า เช่น เมียนมา กัมพูชา ซื้อราคาต่อยูนิตมากกว่า 15 ล้านบาท ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องเจาะลูกค้าจีนอย่างเดียว เป็นชนชาติอื่นๆ ก็ได้ เพราะตลาดคอนโดไทยยังน่าสนใจสำหรับต่างชาติ โดยเฉพาะห้องขนาดใหญ่ที่ต่างชาติให้ความสนใจมาก” นางสุพินท์กล่าว

  • CBRE ชี้ ”ไทย” มีศักยภาพดึงดูดต่างชาติ

น.ส.อาทิตยา เกษมลาวัณย์ หัวหน้าแผนกซื้อขายโครงการที่พักอาศัยบริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยมีหลายปัจจัยที่ดึงดูดนักลงทุนชาวต่างชาติ อาทิ ค่าครองชีพที่ถูก นโยบายรัฐบาล การบริการและการต้อนรับ โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก อาหารและวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยวและราคาอสังหาฯที่สามารถแข่งขันได้

ขณะเดียวกันมีปัจจัยจากภายนอก อาทิ วิกฤตทางการเงินที่ชะลอตัวทั่วโลก ความขัดแย้งทางการเมือง คนเริ่มมองหาอสังหาฯนอกประเทศก็เป็นปัจจัยซื้ออสังหาฯในประเทศไทย การระบาดโควิดทั่วโลก ทำให้คนต้องการหาบ้านหลังที่สอง รวมถึงค่าเงิน เป็นต้น

“ราคาอสังหาฯไทยที่ยังสามารถแข่งขันได้ โดยเทียบกับ 3 ประเทศ อย่างฮ่องกงแพงกว่าไทย 5 เท่าตัว สิงคโปร์แพงกว่า 3 เท่าตัว และเซี่ยงไฮ้ แพงกว่า 2 เท่าตัว ขณะที่ที่ดินใน 3 ประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ดินแบบการเช่าระยะยาว” น.ส.อาทิตยากล่าว

  • นิยมซื้อเป็นบ้านเซฟเฮาส์

น.ส.อาทิตยากล่าวว่า ตั้งแต่ซาอุดีอาระเบียเปิดประเทศ เริ่มมีนักท่องเที่ยวชาวซาอุฯเข้ามามากขึ้น และมาซื้ออสังหาฯส่วนใหญ่เป็นตลาดระดับลักชัวรี่ ดังนั้นจึงมองว่าประเทศไทยยังมีอนาคตที่สดใสสำหรับลูกค้าชาวต่างชาติ มีปัจจัยที่จะสนับสนุน คือ 1.ประเทศไทยมีศักยภาพดึงดูดต่างชาติมาซื้อคอนโด ซึ่งถือครองได้ 49% 2.ลูกค้าจีนยังเป็นเบอร์ 1 ทั้งในปัจจุบันและอนาคตหลังเปิดประเทศในปีหน้า เชื่อว่าลูกค้าจีนจะกลับมาอย่างแน่นอน 3.ลูกค้ายุโรปเริ่มกลับมา 4.ชาวอเมริกา พม่า ซาอุดีอาระเบีย แคนาดา สิงคโปร์ก็เริ่มมีเข้ามากขึ้นหลังเปิดประเทศ 5.ความไม่แน่ไม่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ จะมีดีมานด์การซื้อเป็นบ้านหลังที่ 2 เพื่อเป็นเซฟเฮาส์ของต่างชาติมากขึ้น 6.ประเทศไทยยังมีอนาคต สดใสจากลูกค้าต่างชาติ

  • ไนท์แฟรงค์ เปิดสถิติต่างชาติซื้ออสังหาฯไทย

นายณัฏฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2559-2563 ใน 5 อันดับแรก อันดับหนึ่งประเทศจีนเฉลี่ยปีละประมาณ 10 ล้านคน รองลงมาเป็นมาเลเซียเกาหลี สปป.ลาว และญี่ปุ่น ส่วนในปี 2565 นักท่องเที่ยวที่เข้ามา 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซียอินเดีย ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม

สำหรับประเทศเข้ามาลงทุนซื้อห้องชุดและถือครองกรรมสิทธิ์ในไทยมากสุด ใน 3 อันดับแรกมีจีน 27,735 หน่วย รัสเซีย 2,467 หน่วย และอเมริกา 1,262 หน่วย

ขณะที่การอยู่อาศัยของต่างชาติกระจายตามโซน ได้แก่ ย่านสุขุมวิท พร้อมพงษ์ ทองหล่อ และเอกมัย เป็นญี่ปุ่น ยุโรป อังกฤษ และอเมริกา, ย่านนานา-อโศก เป็นชาวตะวันออกกลาง, ย่านรัชดาภิเษก ห้วยขวาง พระราม 9 เป็นจีนและเกาหลี และย่านสีลม-สาทร เป็นชาวยุโรป ออสเตรเลีย และสิงคโปร์

สำหรับการถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุด หลังวิกฤตโควิด อันดับหนึ่ง คือ กรุงเทพฯ รองลงมาชลบุรี ภูเก็ต สมุทรปราการเชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ ปทุมธานี พชรบุรี ระยอง และนนทบุรี โดยกลุ่มประเทศเป้าหมายหลัก คือ จีน รัสเซีย อเมริกา อังกฤษและเยอรมนี

  • แลนด์ลอร์ดจีนเผยไทยที่หนึ่งในใจ

นายเค่อเจีย เตียว กรรมการผู้จัดการบริษัท ฮาร์วี่แลนด์ จำกัด ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมในไทย กล่าวว่า คาดว่ากลางปี 2566 จีนจะเปิดประเทศ จะทำให้ลูกค้าชาวจีนเข้ามาซื้ออสังหาฯในไทยมากขึ้น เพราะไทยยังเป็นประเทศแรกที่ชาวจีนสนใจและค้นหาเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย เนื่องจากคนไทยเป็นมิตรและที่อยู่อาศัยเป็นแบบฟรีโฮล (ซื้อขาด) โดยชาวจีนต้องการซื้อเพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 หลังที่ 3 ทั้งนี้ อยากให้มีการสนับสนุนสินเชื่อให้กู้ได้มากขึ้น เช่น 50% รวมถึงได้วีซ่าระยะยาว