ดร.โอลิเวอร์ ก็อตชัลล์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ – กลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เบทาโกรยังคงให้ความสำคัญในเรื่องรสชาติ คุณค่าโภชนาการ คุณภาพ และความปลอดภัยของอาหาร รวมถึงดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG (Environment, Social, and Governance) ครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างศักยภาพให้ธุรกิจอาหารสามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะเรื่องรสชาติและคุณค่าโภชนาการของอาหาร เป็นปัจจัยพื้นฐานในการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง และครองใจผู้บริโภค นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมด้านอาหารเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง
“เราได้จัดตั้งศูนย์นวัตกรรมอาหาร (FIC) ที่มีนักวิทยาศาสตร์การอาหารและนักโภชนาการกว่า 70 คน ร่วมกันค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนาสูตรอาหารที่ให้ทั้งรสชาติอร่อยถูกปาก และมีคุณค่าทางอาหารมากที่สุดสำหรับผู้บริโภค ด้วยการทำงานร่วมกับกลุ่มตัวอย่างลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ข้อมูลและความคิดเห็นโดยละเอียด จนนำไปสู่การต่อยอดพัฒนาเป็นสูตรอาหาร ที่ดีที่สุดก่อนออกสู่ตลาด ด้วยคุณภาพที่มากกว่า และความปลอดภัยที่สูงกว่าของอาหาร เป็นส่วนสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจให้กับผู้บริโภค รวมถึงการที่บริษัทได้รับการอนุญาตให้ส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ กลุ่มประเทศที่มีกฎระเบียบในการนำเข้าสินค้าเข้มงวดที่สุด สะท้อนถึงการเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้นำด้านคุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารในระดับมาตรฐานสากล”
ดร.ก็อตชัลล์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังดำเนินธุรกิจเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เบทาโกรจึงเลือกใช้พลังงานทดแทน โดยการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์บนอาคารโรงงานกว่า 35 แห่งทั่วประเทศ ลดการใช้พลาสติกในส่วนของบรรจุภัณฑ์ โดยได้มีการลงทุนเพื่อการเปลี่ยน ไปใช้วัสดุที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นบริษัทแรกที่ทดลองใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นถาดกระดาษ (paper trays) สำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อหมูและเนื้อไก่ แบรนด์ S-Pure ในบางสาขา โดยมีแผนจะใช้บรรจุภัณฑ์ใหม่นี้อย่างเป็นทางการพร้อมกันทั่วประเทศในปี 2566
“จากการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงจำนวนของผู้บริโภคที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพและโภชนาการที่ดีเพิ่มมากขึ้น โดยสองปัจจัยดังกล่าวเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร เบทาโกรจึงพัฒนาโซลูชั่นและผลิตภัณฑ์ด้านอาหารออกสู่ตลาดมากยิ่งขึ้น โดยกลุ่มธุรกิจอาหารและโปรตีนของบริษัทมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้น 68% ของรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการทั้งหมดของบริษัท รวมถึงตั้งเป้าการเติบโตจากกลุ่มลูกค้าผู้ให้บริการด้านอาหาร (Food Service) ไปพร้อมกันด้วย โดยขยายตลาดกลุ่มธุรกิจ B2B ทั้งผู้ประกอบการรายย่อยด้านอาหาร เครือข่ายร้านอาหารขนาดใหญ่ โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงเรียนสอนประกอบอาหาร สายการบิน รวมถึงผู้ประกอบการที่มีครัวขนาดเล็กและไม่มีหน้าร้านในรูปแบบ Cloud Kitchen ถือเป็น Food Service Solution แบบครบวงจร ช่วยเพิ่มความสะดวก และความแข็งแกร่งให้กับลูกค้ากลุ่มผู้ให้บริการด้านอาหาร และธุรกิจค้าปลีก” ดร.ก็อตชัลล์ กล่าวและว่า เบทาโกรจะยังคงมุ่งมั่นค้นคว้าวิจัย และส่งเสริมนวัตกรรมด้านอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ (Value-added) ด้วยการสร้างสรรค์เมนู และผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

