หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘สุพัฒนพงษ์’ ...

‘สุพัฒนพงษ์’ หนุนเอกชนเดินหน้าโมเดลบีซีจี หวังลดผลกระทบกีดกันทางการค้าในอนาคต

27.11.22 | 14:48 น.

‘สุพัฒนพงษ์’ หนุนเอกชนเดินหน้าโมเดลบีซีจี หวังลดผลกระทบกีดกันทางการค้าในอนาคต

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน​ ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ร่วมแรง ร่วมใจ ยกระดับไทย สู่ความยั่งยืน” ภายในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 40 ว่า เรื่องใหม่ที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ร่วมกับเอกชนในการประชุมเอเปคที่ผ่านมา คือ โมเดลเศรษฐกิจใหม่ (บีซีจี) มั่นใจว่าเป็นเรื่องที่ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเดินหน้าใช้ทรัพยากรดูแลสิ่งแวดล้อม เหมาะสมกับประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่เชื่อมโยงมาจากปัญหาโลกร้อน ซึ่งเศรษฐกิจบีซีจี จะทำให้ไทยสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นสำหรับโลกในอนาคตได้

โดยรัฐบาลพร้อมที่จะร่วมกับภาคเอกชนในการผลักดันยกระดับสินค้าให้ได้มาตรฐานชัดเจน ซึ่งจะไม่ถูกกีดกันทางการค้าในอนาคต ทำให้ไทยมีช่องทางในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดสากลได้มากขึ้น และถือเป็นจังหวะที่ดีให้ไทยได้ใช้เป็นโอกาสต่อยอดเศรษฐกิจจากวิกฤตให้ดีกว่าเดิมต่อไป

“จากการประชุมเอเปคที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าเวลานี้ต่างประเทศมองประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีโอกาสในการพัฒนาหลายด้าน และมีโอกาสที่จะเกิดเป็นความร่วมมือต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความไว้วางใจที่ชาวต่างชาติยังคงไว้ใจประเทศไทย โดยผู้ลงทุนต่างชาติบางส่วนอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว อาทิ ญี่ปุ่น ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ได้รับการดูแลอย่างดีจากประเทศไทย ทำให้เราสามารถรักษาเสถียรภาพการผลิตได้เป็นอย่างดี แม้จะประสบปัญหาในเรื่องของซัพพลายเชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศใหม่ๆ เกิดความเชื่อมั่นที่จะลงทุนกับประเทศไทย อาทิ ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา ที่ต้องการจะเข้ามาร่วมลงทุนในไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีจากการประชุมเอเปค ถือว่าประสบความสำเร็จจากความร่วมมือของภาคเอกชน” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับหน้าที่ของรัฐบาลจากนี้ ก็ยังพยายามเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ลุล่วง สร้างระบบนิเวศการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน เมื่อเศรษฐกิจฟื้นจะสามารถเดินหน้าได้ทันที และเมื่อโควิด-19 คลี่คลาย ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อได้ จากการที่รัฐบาลพยายามคลี่คลายปัญหาทำให้เกิดโอกาสมากขึ้น ในส่วนของอุตสาหกรรมใหม่ในช่วงที่เกิดวิกฤต รัฐบาลพยายามที่จะทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อทำให้เป็นความหวังของคนรุ่นใหม่ ทั้งการลงทุนอีวี การลงทุนไฟฟ้า แบตเตอรี่ ซึ่งเวลานี้เริ่มที่จะทยอยลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น มั่นใจจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในอีกไม่นานนี้

นอกจากนี้ จากการศึกษาของรัฐบาลมองว่าหลายจังหวัดสามารถพัฒนาให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจได้ ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการลงทุนพลังงานสะอาด เพื่อใช้ในแต่ละพื้นที่ มีโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะตัว ไม่เป็นภาระงบประมาณมากนัก หากมี 3-4 ระเบียงเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง เชื่อว่าจะสามารถรักษาภาวะเศรษฐกิจของไทยให้มั่นคงได้ อาทิ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจมีการลงทุนพลังงานสะอาดได้ ไม่ใช่เฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพียงอย่างเดียว และภายใน 90 วันหลังจากนี้ อาจเห็นผลการศึกษาและเห็นระเบียงเศรษฐกิจที่มีความเป็นไปได้มากขึ้น ทำให้เกิดการลงทุนใหม่ในประเทศได้มากขึ้น เชื่อว่าประเทศไทยเวลานี้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์แล้ว แต่จำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเต็มที่

Advertisement