‘ศักดิ์สยาม’ สั่ง ทย.เร่งศึกษา-พัฒนาสนามบินภูมิภาค เชื่อมสนามบินอินเตอร์
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่กรมท่าอากาศยาน (ทย.) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนากรมท่าอากาศยาน ครบรอบ 89 ปี ว่าได้มอบหมายให้ ทย. ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย ไปพัฒนาท่าอากาศยานที่มีอยู่ทั้งหมด 29 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นโครงข่ายการบินและเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ
“เบื้องต้นได้สั่งการให้ ทย.ศึกษาและพัฒนาสนามบินของ ทย. ที่ปัจจุบันมีทั้งหมด 29 แห่ง เพื่อรองรับสายการบินจากต่างประเทศ ให้บินตรงเข้ามายังจังหวัดที่ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ แต่อยากให้กระจายไปยังสนามบินภูมิภาคอื่นๆ ด้วย เช่น สนามบินบุรีรัมย์ ที่มักมีการจัดงานการแข่งขันระดับโลก เป็นต้น” นายศักดิ์สยามกล่าว

นายศักดิ์สยามกล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ทย.ได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนาและการเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานในการกำกับดูแล ทั้งการพัฒนาท่าอากาศยานภูมิภาคสู่การเป็นท่าอากาศยานนานาชาติ การริเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน หรือเอ็มอาร์โอ เพื่อรองรับอากาศยานทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในปี 2566

จะเร่งศึกษาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครราชสีมา และพิษณุโลก ซึ่งคาดว่าจะเป็นรูปแบบการลงทุนแบบรัฐร่วมเอกชน (พีพีพี) เบื้องต้นมีเอกชนด้านการบินให้ความสนใจแล้ว ส่วนในปี 2567 เตรียมศึกษาในจังหวัดบึงกาฬ มุกดาหาร และสตูล รวมถึงจะมีการบูรณาการท่าอากาศยานส่วนภูมิภาคร่วมกับแผนแม่บทเอ็มอาร์แมป เพื่อให้เกิดการพัฒนาการเชื่อมโยงระบบขนส่ง ล้อ ราง อากาศ อย่างสมบูรณ์ต่อไปอีกด้วย
นายศักดิ์สยามกล่าวว่า สำหรับก้าวต่อไปของ ทย. คือ การยกระดับไปสู่องค์กรที่มีความทันสมัย เทียบเท่าท่าอากาศยานขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ โดยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและความปลอดภัยของระบบการบิน รวมถึงการพัฒนามาตรฐานบุคลากรด้านการบินให้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการท่าอากาศยานให้เทียบเท่าระดับสากลต่อไป
นายศักดิ์สยามกล่าวว่า ส่วนความคืบหน้ากรณีการโอน 3 สนามบินของ ทย. คือ ท่าอากาศยานอุดรธานี ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ และท่าอากาศยานกระบี่ ของกรมท่าอากาศยาน ให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เป็นผู้บริหารจัดการนั้น ปัจจุบันเรื่องอยู่ที่กรมธนารักษ์ และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คาดว่าจะนำเรื่องเข้าขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในช่วงไตรมาสที่ 1/2566


